วัดมหาธาตุวรวิหาร จังหวัดราชบุรี ของเก่า 4 ยุค ทวารวดี เขมร อยุธยา รัตนโกสินทร์
บันทึกภาพเมื่อ : 16 เมย. 57
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสวัดมหาธาตุวรวิหาร ราชบุรี เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2431 และได้ทรงพระราชนิพนธ์คำกลอนบรรยายถึงวัดมหาธาตุในบทพระราชนิพนธ์ตามเสด็จไทรโยค ครั้งที่ 3 ไว้ว่า พระองค์ได้เสด็จฯ เข้าไปในวัดมหาธาตุทางทิศตะวันออก และยังได้ทรงบรรยายสภาพวัดมหาธาตุไว้อย่างละเอียด " ...พระมหาธาตุตั้งหลังวิหาร อย่างโบราณแบบเขมรเช่นแต่ก่อน ตรงด้านหน้าคูหาสักสองตอน บันไดจรขึ้นได้ที่ในองค์.." และ "....พระระเบียงรอบห้อมล้อมจังหวัด สี่เหลี่ยมชัดช่องประตูอยู่ด้านหน้า ด้านอื่นไปไม่มีทางเข้ามา พระศิลแดงตั้งผนังราย..." เมื่อพิจารณาจากภาพจะเห็นว่าสภาพโดยรอบพระปรางรกมากเนื่องจากรัชกาลที่ 2 ได้ย้ายที่ตั้งของเมืองจากฝั่งขวาของแม่น้ำกลองมาตั้งอยู่ที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำแม่กลอง(บริเวณกรมการทหารช่างในปัจจุบัน)ประมาณปี 2360 เนื่องจากสมรภูมิเดิมถ้ารบกับพม่าที่มักจะมาทางทุ่งเขางู เวลาถอยจะติดแม่น้ำแม่กลองด้านหลังทำให้ถอยยากจึงทำการย้ายเมืองไปฝั่งซ้าย หลังย้ายเมืองทำให้ฝั่งขวาของแม่น้ำแม่กลอง รวมถึงบริเวณวัดมหาธาตุเป็นเมืองร้าง และวัดมหาราชก็เป็นวัดร้างด้วย ในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงได้ย้ายกลับมาที่ฝั่งขวาแม่น้ำแม่กลอง ประมาณปี 2440 (สันนิษฐานว่าเนื่องจากมีการสร้างทางรถไฟ ที่ผ่านทางขวาแม่น้ำแม่กลองจึงต้องย้ายเมืองกลับ โดยศูนย์กลางของเมืองจะอยู่ที่บริเวณถนนวรเดช เลียบแม่แม่กลอง จากภาพ รัชกาลที่ 5 เสด็จวัดมหาธาตุเมื่อปี 2431 ก่อนที่ย้ายเมืองมาทางฝั่งขวา สภาพวัดจึงรกร้างเนื่องจากเป็นวัดร้างอยู่
ที่มา : ราชบุรีศึกษา
พระปรางมหาธาต ถ่ายในสมัย รัชกาลที่ 6 สันนิษฐานว่าสร้างทับอาคารเดิมในสมัยอยุธยาตอนต้น (ประมาณพุทธศตวรรษที่ 20-21)ประกอบด้วยปรางค์ประธานและปรางค์บริวาณขนาดย่อมจำนวน 3 องค์ ตั้งอยู้บนฐานเดียวกันทางทางทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันตก ทรวดทรงองค์ประธานมีลักษณะเพรียวกว่าปราสาทแบบเขมร มีการย่อมุมและตกแต่งลวดลายปูนปั้นที่ส่วนฐาน ส่วนองค์เรือนธาตุ และส่วนยอด ทิศตะวันออกของปรางประธานมีบันไดและมุขยื่นออกมาทางด้านหน้า แผนผังองค์พระปรางค์มีลักษณะคล้ายคลึงกับปรางค์วัดมหาธาตุจังหวัดลพบุรี ปรางค์วัดพุทไธสวรรค์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขณะที่ลวดลายปูนปั้นส่วนใหญ่ซ่อมแซมสมัยอยุธยาตอนกลาง พุทธศตวรรษที่ 22 และหลังสุดเมื่อ 50 ปีมานี้
ที่มา : หอจดหมายแห่งชาติ คำบรรยาย คัดลอกจากหนังสือพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ราชบุรี
พระปรางค์วัดมหาธาตุวรวิหาร จังหวัดราชบุรี ถ่ายประมาณปี 2501 ก่อนที่จะทำการบูรณะ โดยถ่ายทางทิศเหนือ ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม เนื่องจากถ่ายในมุมของทางทิศเหนือจึงไม่เห็นวิหารหลวงที่อยู่ทางทิศตะวันออก
ที่มา : ราชบุรีศึกษา
ภาพพระปรางค์ (ถ่ายจากทางทิศ) ก่อนที่จะมีการสร้างระเบียงคตรอบพระปรางค์ จะเห็นเจดีย์ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งปัจจุบันได้พังลงแล้ว และพบพระบรมสาริกธาตุใต้ฐานเจดีย์ดังกล่าว ปัจจุบันได้นำพระอาทิมงคลมาประดิษฐานในที่ดังกล่าว ส่วนพระปรางค์บริวารที่ลูกศรชี้ เป็นปรางค์บริวารทางทิศเหนือ และที่เห็นอีกองค์ เป็นพระปรางค์บริวารด้านทิศตะวันตก ส่วนพระปรางค์บริวารด้านทิศใต้ มองไม่เห็นเนื่องจากถูกพระปรางค์ประธานบังไว้ มุขทางด้านทิศตะวันตก คือมุขที่ต่อจากพระปรางค์ประธาน
ที่มา : ศาสนสถานประจำเมืองราชบุรี ข้อมูลใหม่จากการดำเนินงานทางโบราณคดี ในวัดมหาธาตุวรวิหาร ราชบุรี
จากการขุดค้นเพื่อลงไปดูในชั้นดินต่างๆ ทำให้ทราบความจริงดังนี้ 1.ได้มีการสร้างประสาทศิลปเขมร (ในบริเวณของวิหารหลวงในปัจจุบัน) ประมาณพุทธศควรรษที่ 18 คาดว่าน่าจะมีลักษณะคล้าย ปราสาทเมื่องสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี หรือประสาทกำแพงแลง จังหวัดเพชรบุรี 2.ส่วนพระปรางค์ สร้างในสมัยอยุธยาตอนตั้น ราวพุทธศตวรรษที่ 21-22 โดยสร้างหลังประสาทศิ่ลปเขมร ไม่ได้สร้างทับบนตัวปราสาทเดิม ตามข้อสันนิษฐานเดิม 3.กำแพงแก้วท่อนแรกศิลปเขมร ส่วนท่อนหลังศิลปอยุธยา เนื่องจากมีการสร้างพระปรางค์ใหม่ถัดจากปราสาทศิลปเขมรไปทางทิศตะวันตก จึงจำเป็นต้องขยายกำแพงแก้วไปทางทิศตะวันตกเพิ่มขึ้น
ที่มา : ศาสนสถานประจำเมืองราชบุรี ข้อมูลใหม่จากการดำเนินงานทางโบราณคดี ในวัดมหาธาตุวรวิหาร ราชบุรี
ซุ้มประตูด้านตะวันออก เขมรเรียกซุ้มประตูว่า "โคปุระ" และภาพจำลองโคปุระ ซึ่งการทำปราสาทในศิลปะเขมร จะพิถีพิถันในการทำซุ้มประตูทางเข้าหรือโคปุระ
ที่มา : ศาสนสถานประจำเมืองราชบุรี ข้อมูลใหม่จากการดำเนินงานทางโบราณคดี ในวัดมหาธาตุวรวิหาร ราชบุรี
ในปี 2551-2553 ได้ทำการขุดเพื่อศึกษาข้อเท็จจริงในบริเวณวัดมหาธาวรวิหาร
ที่มา : ศาสนสถานประจำเมืองราชบุรี ข้อมูลใหม่จากการดำเนินงานทางโบราณคดี ในวัดมหาธาตุวรวิหาร ราชบุรี
ภาพวิหารหลวงในอดีคก่อนการบูรณะ
ที่มา : ศาสนสถานประจำเมืองราชบุรี ข้อมูลใหม่จากการดำเนินงานทางโบราณคดี ในวัดมหาธาตุวรวิหาร ราชบุรี
ตำแหน่งวิหารหลวง ความยาว 9 ห้อง มีมุขเด็จและบันไดขึ้น 2 ข้างของมุขเด็ด
ที่มา : ศาสนสถานประจำเมืองราชบุรี ข้อมูลใหม่จากการดำเนินงานทางโบราณคดี ในวัดมหาธาตุวรวิหาร ราชบุรี
ภาพจำลองกำหนดตำแหน่งบนแผนผัง กับรูปภาพที่ถ่ายจากสถานที่จริง
ที่มา : ศาสนสถานประจำเมืองราชบุรี ข้อมูลใหม่จากการดำเนินงานทางโบราณคดี ในวัดมหาธาตุวรวิหาร ราชบุรี
ภาพจำลอง ถ้าปราสาทศิลปเขมรไม่พังไปก่อน น่าจะมีรูปทรงคล้ายประสาทเมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี หรือ ประสาทกำแพงแลง จังหวัดเพชรบุรี
ที่มา : ศาสนสถานประจำเมืองราชบุรี ข้อมูลใหม่จากการดำเนินงานทางโบราณคดี ในวัดมหาธาตุวรวิหาร ราชบุรี
ซุ้มประตูด้านตะวันออก (โคปุระ) เป็นส่วนหนึ่งของศาสนสถานอิทธิพลศิลปะเขมรแบบบายน (พุทธศตวรรษที่ 18) จากการดำเนินงานทางโบราณดคพบว่า ส่วนของซุ้มประตูมีแผนผังเป็นรูปกากบาท ด้านหน้าหันไปทางทิศตะวันออก ด้านข้างมีปีกซุ้มประตูอยู่ทั้ง 2 ข้าง ฐานประตูมีลักษณะเดียวกันกับฐานกำแพงแก้ว ต่อมาในสมัยอยุธยาได้ถูกรื้อถอดชิ้นส่วนออกไป ทำให้หลักฐานที่พบไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถยืนยันรูปแบบอาคารตั้งแต่ส่วนผนังอาคารได้ บริเวณซุ้มประตูทางด้านตะวันออก พบแนวศิลาแลงก่อเป็นพื้นยื่นออกมาจากซุ้มประตูเดิม และพบชิ้นส่วนเสาประดับกรอบประตู สลักจากหินทราบ พร้อมด้วยฐานบัวหินทราย เดิมคงมีราวบันได เนื่องจากพบประติมากรรมหินทรายรูปครุฑหยุดนาคด้วย
กำแพงแก้ว สร้างมาตั้งแต่สมันเขมรยุคต้น ล้อมปรางค์(ปราสาท) มีรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสต่อมาเขมรยุคปลาย ได้เปลี่ยนทับหลังกำแพงจากปาลารี หรือบาลี (ปลายหอก) เป็นพระแผง ครั้งถึงสมัยอยุธยาได้ขยายบริเวณพระปรางค์เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าโดยกำแพงครึ่งท่อนหลังได้อิฐสร้าง ฉะนั้นกำแพงปรางค์วัดมหาธาตุจึงเป็น ๒ ยุค คือครึ่งท่อนหน้าเป็นเขมร ครึ่งท่อนหลังเป็นอยุธยา
ด้านหน้าของกำแพงพระปรางค์เป็นกำแพงยุคเขมร
กำแพงพระปรางค์ท่อนหลัง จะใช้อิฐสร้าง เป็นยุคอยุธยา
ซากฐานเจดีย์เดิม ที่อยู่ภายในกำแพงพระปรางค์หรือกำแพงแก้ว
เมื่อมองผ่านซุ้มประตูหน้า (โคปุระ) จะเห็นเสา 2 เสา ด้านหลังจะเป็น วิหารหลวง ถัดจากวิหารหลวงจะเป็นวิหารคดรอบพระปรางค์ แล้วถึงจะเห็นพระปรางค์
พระภิกษุและสามเณรวัดมหาธาตุวรวิหาร ร่วมกันถ่ายรูปหมู่ประจำพรรษา ปี พ.ศ.2503 หน้าพระวิหารหลวงพ่อมงคลบุรี ก่อนการบูรณปฏิสังขรณ์ระเบียง ในภาพยังเห็นเจดีย์บนฐานด้านหน้าวิหาร ปัจจุบันเจดีย์ได้ปรักหักพังไปไม่มีแล้ว วิหารหลังนี้ เคยใช้เป็นที่ตั้งโรงเรียนพระอภิธรรมราชบุรี และได้ทำการปรับปรุงวิหารหลวงใหม่ (ดูในภาพถัดไป)
ที่มา : ราชบุรีศึกษา
วิหารหลวงในปัจจุบัน (พ.ศ.2557)
ที่มา : วัดมหาธาตุ
วิหารหลวงอยู่ด้านหน้าของพระปรางค์
ฐานของวิหารทางทิศเหนือปูด้วยศิลาแลง
รูปหล่อจำลอง พระมงคลบุรี องค์หลังเรียกพระศรีนัคร์
สามเณรน้อย ยืนถ่ายรูปที่ด้านหน้าวิหารหลวงพ่อมงคลบุรี น่าจะถ่ายอยู่ในช่วงหลังปี พ.ศ.2494 จะสังเกตเห็นหลวงพ่อมงคลบุรี ยังทาสีขาวทั้งองค์และจีวรทาสีเหลือง มาในปี พ.ศ.2538 จึงได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ และทาเป็นสีดำทั้งองค์อย่างที่เห็นในปัจจุบัน
ที่มา : ราชบุรีศึกษา
พระมงคลบุรีในปัจจุบัน (ปี 2537) ทาสีทองทั้งองค์ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นศิลปะอยุธยาตอนต้นก็เรียกอู่ทองหน้าหนุ่มก็เรียก พุทธลักษณะพระพักตร์สุโขทัย พระองค์ยาว พระชาณุสั้น(ตัวยาวเข่าสั้น)เป็นเอกลักษณ์ของพระอู่ทองยุคหลัง ขนาดหน้าตักกว้าง ๘ ศอก ๑ คืบ
ถ่ายให้เห็นพระมงคลบุรี หันหน้า และพระศรีนคร์หันหลัง ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่วิหารหลวง โดยหันหลังชนกัน เป็นความหมายให้พระช่วยระวังหน้าระวังหลัง ตามความเชื่อของคนยุครั้น ถือเป็นพระประจำเมืองของสมัยอยุธยา (ยุดทวารวดี พระประจำเมืองได้สร้างพระพุทธรูปหิน ห้อยพระบาท ปางปฐมเทศนา ประดิษฐไว้ 4 มุมเมือง ประดิษฐานอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์ พระนคร 1 องค์ พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา อยุธยา 1 องค์และที่พระปฐมเจดีย์ 2 องค์ สำหรับเมืองชยราชบุรี คือ พระอาทิมงคล ยุคเขมรสมัยพระชัยวรมันที่ 7 ได้สร้างพระพุทธรูปนาคปรก ปางสะดุ้งมาร ด้วยหินทรายสีขาวไว้ประจำปรางค์ เรียก เรียกพระชัยพุทธมหานาท ส่วนในสมัยรัตนโกสินทร์สร้าง ๔ องค์เช่นกันพระราชทานไปประดิษฐานสี่มุมเมืองปะเทศ ทิศเหนือประดิษฐานที่จังหวัดลำปาง ทิศตะวันออกประดิษฐานที่จังหวัดสระบุรี ทิศใต้ประดิษฐานที่จังหวัดพัทลุง ทิศตะวันตกประดิษฐานที่เขาแก่นจันทร์ จังหวัดราชบุรี เรียกพระนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ
วิหารราย มี 4 หลัง อยู่ภายในกำแพงแก้ว แต่นอกวิหารคต ใช้เก็ยพระพุทธรูป
วิหารรายหลังที่ 2
วิหารรายหลังที่ 3
วิหารรายหลังที่ 4
บ่อผสมปูน
แนวศิลาแลงทางด้านขวามือ คือแนววิหารคต (ล้อมประสาทศิลปเขมร) ทางด้านทิศเหนือ
ศาลาอกแตก ซึ่งทางวัดได้เก็บวัตุถุโบราณแสดงที่ศาลานี้
ชิ้นส่วนเท่าทวารบาล
ด้านซ้ายมือสุด ชิ้นส่วนโกลนรูปบุคคล
ชิ้นส่วนหลังตาระเบียงคด โดยระเบียงคตในที่นี้ คือระเบียงคดที่ล้อมรอบ ปราสาทศิลปเขมร ที่ถูกรื่อถอนไปแล้ว โดยสร้างวิหารหลวงทับลงบริเวณที่เป็นประสาทประธานศิลปเขมรในอดีต
ประตูที่จะก้าวเข้าไปสู่ระเบียงคด ล้อมรอบพระปรางค์ ที่สร้างในสมัยอยุธยา
บริเวณระเบียงคต จะเป็นสถานที่เก็บพระพุทธรูป่างต่างๆ และพระพุทธรูปสมัยต่างๆ
ครุฑหยุดนาค ?
ระเบียงคตที่ทำใหม่ เป็นที่เก็บพระพุทธรูป ปกติจะมีการสร้างระเบียงคตล้อมรอบพระธาตุ ระเบียงคตคือมุมของระเบีบงที่รอบตัวพระปรางค์
ระเบียงคต หรือวิหารคต เป็นอาคารเก็บพระพุทธรูป โดยที่วัดมหาธาตุ เป็นอารามสำคัญประจำเมือง เมื่อเมืองราชบุรีย้ายข้ามฝั่งไป วัดต่างๆจึงร้างโดยมากและร้างตลอดไปเว้นวัดมหาธาตุวรวิหารจะมีผู้มาบูรณะขึ้นใหม่ ในขณะเดียวกันก็รวบรวมพระพุทธรูปจากวัดร้างต่างๆ มาเก็บไว้ ณ วัดมหาธาตุ
พระปรางค์ เป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น (พุทธศตวรรษที่ 20-21) ประกอบด้วยพระปรางค์ประธานและพระปรางค์บริวาร 3 องค์บนฐานเดียวกันทางทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันตกของปรางค์ประธาน มีการตกแต่งองค์พระปรางค์ทั้งหมดด้วยลวดลายปูนปั้นอย่างงดงาน ด้านตะวันออกของพระปรางค์ประธานมีบันไดและขึ้นมุขยื่น ภายในเป็นคูหาเชื่อมต่อกับพระปรางค์ ผนังภายในองค์พระปรางค์ทุกด้านมีภาพจิตรกรรมรูปพระอดีตพุทะเจ้า สันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในสมัยเดียวกันกับการสร้างองค์พระปรางค์ และภายในคูหาพระปรางค์มีที่ประดิษฐาน พระชัยพุทธมหานาทหรือพระพันปี ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างโดยพระชัยวรมันที่ 7 กษัตริย์ของเขมร
ด้านอื่นๆอีก 3 ด้านของปรางประธานเป็นซุ้มจระนำ ประดิษฐานพระพุทธรุปประทับยืน
ระฆังหินโบราณ
ธรรมจักรที่อยู่หน้าปรางค์ประธานทางทิศตะวันออก โดยส่วนล่างที่เป็นฐานรองธรรมจักรเป็นของเก่า ส่วนตัวธรรมจักร มีส่วนบนบริเวณ 12 นาฬิกาเท่านั้นที่เป็นของเก่า ส่วนที่เหลือทำขึ้นทีหลัง
พระธรรมจักรของเก่าคาดว่าสร้างในสมัย ........ (หาข้อมูลเพิ่ม)
ซูมให้เห็นส่วนของธรรมจักรที่บริเวณ 12 นาฬิกาที่เป็นของเก่า ส่วนที่เหลือเป็นของใหม่ที่ทำขึ้นทีหลัง
ซูมให้เห็นส่วนฐานที่วางธรรมจักรที่เป็นของเก่าเช่นกัน
ครุฑยุดนาค
พระนอนอยู่ทางทิศตะวันออก
พระอาทิมงคล เดิมประดิษฐานที่ปางค์ประธาน ต่อมาเศียรถูกโจรกรรมไป ทางราชการไปจับได้ที่ท่าเรือคลองเตยในขณะที่จะส่งออกนอก ปัจจุบันได้บูรณะและประดิษฐานอยู่บนฐานเจดีย์เก่าด้านตะวันออกเฉียงเหนือของปรางค์ประธาน ตามคติของคนโบราณ จะมีการสร้างพระประจำเมือง เมื่อสร้างเมืองใหม่ สันนิษฐานว่า เมื่อย้ายเมืองชยราชบุรีจากคูบัวมาลง ณ ตำแหน่งวัดมหาธาตุวรวิหาร ได้สร้างวิหารประดิษฐานพระอาทิมงคล ณ ตำแหน่งที่เป็นวิหารหลวงปัจจุบัน
ที่ปรางค์ประธานทางทิศตะวันออกจะมีมุขหน้าอยู่ ซึ่งมีบันไดขึ้นไปสู่ห้องภายในปรางค์ประธานได้ โดยประตูจะเปิดให้ปีละครั้งเท่าน้น คือวันมาฆบูชา และวันปกติจะปิด
ภายในภาพบนซ้ายพระ บนขวาคือจินตกรรมฝาผนังบน องค์ล่างซ้ายและขวา คือ พระชัยพุทธมหานาค หรือหลวงพ่อพันปี
พระชัยพุทธมหานาถ เป็นพระปางนาคปรก สะดุ้งมาร สร้างด้วยหินทรายสีขาว ศิลปเขมร จะผิดกับพระนาคปรกทั่วไปที่เป็นปางสมาธิ ประดิษฐ์ที่คูหาปรางค์ประธาน สันนิษฐานว่าสร้างโดยพระชัยวรมันที่ 7
ที่มา : ถ่ายจากหนังสือ ภายในวัดมหาธาตุวรวิหาร ราชบุรี
พระชัยพุทธพุทธมหานาถ (มองจากด้านข้าง) จากศิลาจารึกปราสาทพระขรรค์ที่พระชัยวรมันที่ 7 ที่ทรงโปรดเกล้าให้จารึกขึ้นว่า "ได้ทรงพระราชทานพระชัยพุทธมหาถ ไปประดิษฐยังศาสนสถานตามเมืองต่างๆจำนวน 23 แห่ง ซึ่งมีชื่อเมืองตั้งอยู่ที่ราชบุรี 2 แห่งด้วยกัน คือ ที่ชยราชปุรี ที่สันนิษฐานกันว่า คงเป็นเมืองราชบุรีที่มีพระปรางค์วัดมหาธาตเป็นศูนย์กลาง กับ ศัมพูกปัฏฏนะ ที่สันนิษฐานว่าคงเป็นเมืองโบราณโกสินารายณ์ ต.ท่าผา อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และเมืองอื่นๆ ประกอบด้วย เมืองลโลทยปุระ (สันนิษฐานว่าเป็นเมืองละโว้ ลพบุรี)ที่มีศาสนาสถานปรางค์แขก ศาลพระกาฬ และพระปรางค์ 3 ยอดเป็นศาสนสถานสำคัญของเมือง เมืองสุวรรณปุระ (สันนิษฐานกันว่าคงเป็นชุมชนโบราณที่มีโบราณสถานเนินทางพระ ต.หนองแจง อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี เป็นศาสนสถานสำคัญศูนย์กลางเมือง ศรีชัยสิงหบุรี (สันนิษฐานกันว่าเป็นประสาทเมืองสิงห์ จ.กาญนบุรี) ศรีชัยวัชรปุรี (สันนิษฐานว่าเป็นจังหวัดเพชรบุร ที่มีประสาทกำแพงแลง ในวัดกำแพงแลง ต.ท่าราบ อ.เมือง จ.เพชรบุรี ธิดา สารยา คลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงของอดีตที่ราชบุรี หน้า 104-106
พระมณฑป อยู่ทางทิศเหนือของพระปรางค์ นอกกำแพงแก้ว หน้าพระอุโบสถ
เดิมด้านซ้าย หรือทางทิศเหนือของพระปรางค์ (ที่จำพรรษาของพระสงฆ์ปัจจุบัน) เป็นอีกวัดหนึ่ง เรียกวัดหน้าพระธาตุ เพราะผู้ที่จะเดินทางมานมัสการพระมหาธาตุทางหนึ่งจะต้องมาขึ้นเรือ (มิใช่ลงเรือ) ที่ท่าวัดนี้เป็นวัดคู่กับวัดลั่นทม (สำนักประชุมนารีปัจจุบัน) วัดนี้ มีหน้าที่ดูแลพระมหาธาตุ หลักฐานเรื่องนี้ได้จากองค์พระปฐมเจดีย์และพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช จะมีวัดอยู่ ๔ วัด รอบองค์พระปฐมเจดีย์และพระบรมธาตุ มีหน้าที่ดูแลพระปฐมเจดีย์และพระบรมธาตุ
อยู่ด้านหน้ามณฑป เดิมมี ๘ ห้อง ถูกรื้อถอนไป ๓ องค์ ถูกตัดแปลงไป ๑ องค์ สันนิษฐานว่าเป็นเจดีย์บรรจุอัฐิของบุคคลสำคัญของเมืองราชบุรี เพราะเป็นเจดีย์ใหญ่กว่าเจดีย์บรรจุอัฐิของคนทั่วไป และเป็นรูปทรงล้อลักษณะเจดีย์ยุคสุโขทัย
สร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ต่อมาหลังคาได้พังลง เนื่องจากวัดมหาธาตุได้เคยร้างไปช่วงหนึ่งตอนย้ายเมือง ต่อมาถึงรัชสมันพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว หลวงพ่อบุญมา ปฐมเจ้าอาวาสยุคหลังสุด พร้อมด้วยทายิกา ได้บูรณะขึ้นใหม่ ดังนั้นพระอุโบสถหลังนี้ ฐานเป็นศิลปะอยุธยา (อ่อนเป็นรูปสำเภา) หลังคาเป็นรัตนโกสินทร์ยุคต้น