วัดคินคาคูจิ (kinkakuji)/วัดทอง เกียวโต
บันทึกภาพเมื่อ : 24 มีค. 66
ทางเดินไปสู่วัดคินคาคุจิ (Kinkakuji) หรือวัดทอง หรือวัดอิคคิวซัง วัดคินคะคุจิ (Kinkakuji Temple / 金閣寺) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “วัดทอง (Golden Pavilion)” มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “วัดโรคุออนจิ (Rokuonji Temple / 鹿苑寺)” เป็นวัดพุทธนิกายเซ็น สำนักรินไซ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองเกียวโต (Kyoto) และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น โดยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO เมื่อปี ค.ศ. 1994 (พ.ศ.2537)
ประตูทางเข้าวัดคินคาคูจิ โดยให้เดินทางเดียว ซึ่งต้องเสียค่าเข้าชม 400 เยนในผู้ใหญ่
ตัววัดคินคะคุจิมีจุดเด่นอยู่ที่ศาลาสีทองซึ่งตั้งอยู่ริมบ่อน้ำ ตัวศาลาดั้งเดิมสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1397(พ.ศ.1940) เพื่อเป็นที่พักของท่านโชกุนอาชิคางะ โยชิมิตสึ (Ashikaga Yoshimitsu) หลังสละราชสมบัติ ซึ่งหลังจากที่ท่านโชกุนเสียชีวิตก็ได้เปลี่ยนมาเป็นวัดแทน ทั้งนี้ตัวศาลาได้เกิดเพลิงไหม้จนเสียหายไปหลายครั้ง สำหรับรูปแบบที่เห็นในปัจจุบันนั้นได้รับการบูรณะขึ้นใหม่เมื่อปี ค.ศ. 1955 (พ.ศ.2498) ซึ่งมีทั้งหมด 3 ชั้น โดย 2 ชั้นบนสุดนั้นมีการปิดด้วยทองคำเปลวจนเป็นสีทองอร่าม ส่วนชั้นล่างก็ยังเป็นคงใช้เป็นสีของไม้และปิดผนังด้วยสีขาวตามแบบฉบับวัดเซ็น
ตัวศาลาทองทั้งหลัง ยกเว้นชั้นใต้ดิน ปิดคลุมด้วยแผ่นทองคำบริสุทธิ์ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและโบราณวัตถุมีค่าอื่น ๆ บนยอดหลังคาของศาลามีรูปหล่อทองคำรูปนกโฮโอ ในปี ค.ศ. 1950 (พศ.2493) ศาลาทองถูกเผาทำลายโดยพระวิกลจริต ศาลาที่เห็นในปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่เมื่อปี ค.ศ. 1955 (พศ.2498)
นอกจากนี้วัดคินคะคุจิก็ยังมีชื่อเรียกเล่นๆ อีกว่า “วัดอิคคิวซัง” ซึ่งมาจากการที่ตัวศาลาสีทองนั้นเป็นฉากในการ์ตูนเรื่อง “อิคคิวซัง (Ikkyusan)“ หรือในภาษาไทย “เณรน้อยเจ้าปัญญา” โดยเป็นปราสาทของท่านโชกุนอาชิกางะ โยชิมิตสึ ผู้ที่ชอบตั้งคำถามปุจฉาวิสัชนากับอิคคิวซังนั่นเอง

ประวิติโชกุน อาชิกาวะ โยชิมิตสึ

  1. โชกุนยุคอาชิกาวะ เรียกว่าเป็นมูโรมาจิ โดยโชกุนองค์แรก ชื่อ อาชีกาวะ ทากาอูจิ องค์ที่ 2 คือ อาชิกาวะ โยชิอากีระ ส่วนองค์ที่ 3 ชื่อ อาชิกาวะ โยชิมิตสึ เป็นลูกของโชกุนองค์ที่ 2 ซึ่งมีอายุเพียง 10 ปี โอโซกาวะ โยริโยกิ จึงทำหน้าที่คันเร (คันเร คือ ผู้สำเร็จราชการแทนโชกุน)
  2. ในสมัยนั้นราชสำนักแบ่งเป็น 2 ฝ่ายคือ ฝ่ายเหนือ (ประทับที่เกียวโต) กับฝ่ายใต้ (ประทับที่ โยชิโนะ ที่เกาะคิวชู) และที่เมืองคามากูระ ในภูมิภาคคันโต คันโตคุโบ ก็พร้อมที่แยกตัวเป็นอิสระ
  3. พ.ศ.1913 คันเร โอโซกาวะ โยริโยกิ ได้สร้างคฤหาสน์แห่งใหม่ชื่อ ฮานะโนะโกโชะให้โชกุนโยชิมิตสึ ซึ่งกลายเป็นที่พำนักของโชกุน กาชิกางะไปจนตลอดยุคมูโรมาจิ
  4. พ.ศ.1935 โชกุน โยชิมิตสึ จัดให้มีข้อตกลงระหว่างราชสำนักฝ่ายเหนือและใต้ โดยให้ผลัดกันขึ้นครองราชย์ที่นครเกียวโต อันเป็นการยอมรับว่าจักรพรรดิที่เมืองเกียวโตคือจักรพรรดิของประเทศญี่ปุ่น จึงเป็นการสิ้นสุดความขัดแย้งระหว่างราชสำนักฝ่ายเหนือและใต้ที่ยืดเยื้อมานาน 60 ปี ด้วยความดีความชอบของโชกุนโยชิมิตสึ ทำให้ใน พ.ศ.1937 โชกุนโยชิมิตสึได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ไดโจไดจิง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สูงที่สุดในราชสำนักญี่ปุ่นรองจาก คัมปะกุ
  5. พ.ศ.1937 โชกุนโยชิมิตสึสละตำแหน่งโชกุนให้แก่อาชิกางะ โยชิโมจิผู้เป็นบุตรชาย โยชิมิตสึดำรงตำแหน่งเป็น โอโงโชะ หรืออดีตโชกุนแทน พร้อมทั้งบรรพชาเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนานิกายเซนได้รับฉายาว่า โดงิ ใน พ.ศ.1938 แม้ว่าจะสละตำแหน่งโชกุนให้แก่บุตรชายแล้ว แต่อำนาจการปกครองยังคงอยู่ที่โอโงโชะโยชิมิตสึ
  6. ใน พ.ศ. 1940 โอโงโชะโยชิมิตสึซื้อที่ดินบนเขาคิตายามะ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของนครเกียวโต เพื่อสร้างเป็นคฤหาสน์หลังใหม่ให้แก่ตนเองเรียกว่า คฤหาสน์คิงกากุ (Kinkaku) หรือ คฤหาสน์ศาลาทอง (ปัจจุบันคือวัดคิงกากุ)
  7. พศ.1944 โอโงโชะโยชิมิตสึแต่งคณะทูตเดินทางไปยังนครปักกิ่งเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับจีนราชวงศ์หมิง ปีต่อมา พ.ศ. 1945 จักรพรรดิเจี้ยนเหวินทรงแต่งตั้งให้โยชิมิตสึดำรงตำแหน่งเป็น "กษัตริย์แห่งญี่ปุ่น" ในการติดต่อสัมพันธ์กับราชสำนักจีน เป็นการเริ่มต้นนำประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่ระบอบบรรณาการจิ้มก้อง
  8. สมัยของโชกุนโยชิมิตสึเป็นสมัยแห่งความรุ่งเรืองทางด้านศิลปะวัฒนธรรมของญี่ปุ่นในสมัยมูโรมาจิ เรียกว่า สมัยวัฒนธรรมคิตายามะ ประกอบกับการติดต่อทางการทูตกับจีนทำให้รัฐบาลโชกุนฯ เปิดรับวัฒนธรรมจีน อันได้แก่ พุทธศาสนานิกายเซน พิธีชงชา ศิลปะการจัดสวน เป็นต้น โยชิมิตสึอุปถัมภ์พุทธศาสนานิกายเซ็น สำนักรินไซ
  9. โยชิมิตสึถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.1951 ขณะอายุได้ 49 ปี หลังจากที่ถึงแก่อสัญกรรมไปแล้ว โยะชิมิตสึได้รับชื่อว่า โรกูอัง-อิง และที่พำนักคฤหาสน์ศาลาทองนั้น ได้รับการยกขึ้นให้เป็นวัดในพุทธศาสนานิกายเซ็น ชื่อว่า วัดโรกูอัง

ที่มา : Wikipedia
บรรยากาศรอบวัด
การบริจาคเงินโดยการโยนเหรียญ
จากศาลาทอง ต้องเดินขึ้นเนินเขาเตี้ยๆ เพื่อไปสู้บริเวณส่วนที่เป็นวัด
ที่ยอดบนสุดของหลังคามีรูปหล่อทองคำรูปนกโฮโอ
ที่มา : ภาพจาก web site Dplus Guide
วิหคสวรรค์โฮโอ ยังเป็นหนึ่งในสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับความเคารพนับถือมากที่สุดในประเทศญี่ปุ่น เป็นรองเพียงแค่ “คีรีน” อย่างไรก็ตาม ในแง่ของพลังอำนาจ มันถือว่าเป็นนกศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งมากที่สุด.. ในความเชื่อของชาวญี่ปุ่น โฮโอ เป็นสัญลักษณ์แทนเปลวไฟของดวงอาทิตย์และราชวงศ์ นอกจากนี้ ยังมีความหมายถึงคุณธรรม หน้าที่ ความเหมาะ ความศรัทธาและความเมตตา ในขณะที่ 5 สี บนโฮโอยังมีความหมายถึงธาตุพื้นฐานทั้ง 5 อันได้แก่ ไม้ ไฟ ดิน โลหะและน้ำ ความหมายที่ลึกซึ้งของโฮโอเหล่านี้เอง ที่ทำให้โฮโอกลายมาเป็นหนึ่งในลวดลายยอดนิยมสำหรับกิโมโน ภาพวาด และยังปรากฏที่วัด ศาลเจ้าของชาวญี่ปุ่น
ที่มา : ภาพจาก Web site Paijapan.com
ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ปลายเดือนพฤศจิกายน จะเห็นใบไม้เปลี่ยนสี เป็นอีกบรรยากาศหนึ่งของศาลาทองแห่งนี้
ที่มา : ภาพจาก Web site Paijapan.com
ช่วงฤดูหนาว ก็จะเห็นปราสาททองปกคลุมด้วยหิมะ
ที่มา : ภาพจาก Web site Paijapan.com
กระท่อมชงชาบริเวณเนินเขาเตีัยๆภายในวัด
ศาลาทอง ถ่ายจากบริเวณกระท่อมชงชา
บริเวณวัด เชือก 3 เส้นที่เห็นหน้าศาลาวัด คือเชือกที่ใช้สั่นกระดิ่ง \"เมื่อมาถึงหน้าศาลเจ้าหลักแล้วไม่ควรยืนที่บริเวณตรงกลาง เนื่องด้วยเหตุผลเดียวกันกับที่ไม่ควรเดินบนบริเวณกลางของ Sando หลังจากนั้นให้โค้งคำนับหนึ่งครั้ง หากมีกระดิ่งอยู่ล่ะก็ให้สั่นกระดิ่งเพื่อเป็นการแจ้งให้เทพเจ้าทราบถึงการมาสักการะของเรา\"
ทางออกจะต้องลงจากเนินเขาของวัด