สถานที่ท่องเที่ยว เชียงใหม่ - แม่ฮ่องสอน ตามทางหลาง 108 กับ 1095
บันทึกภาพเมื่อ : 28 พย. 67 ถึง 1 ธค. 67
การเดินทางจากท่าอากาศยานเชียงใหม่ ไปตามทางหลวง 108 (เชียงใหม่ - แม่ฮ่องสอน) ผ่านอำเภอหางดง สันป่าตอง ดอยหล่อ จอมทอง ฮอด ระยะทาง 88 ก.ม. จากฮอดเข้าสู่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ไป แม่สะเรียง แม่ลาน้อย ขุนยวม เข้าตัวเมืองแม่ฮ่องสอน (เส้นทางจากฮอดไปตัวเมืองแม่ฮ่องสอนระยะทาง 265 กม. 1864 โค้ง) จากอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ไปตามทางหลวง 1095 ไปอำเภอ ปางมะผ้า ปาย ถึงแยกแม่มาลัย อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ระยะทาง 245 ก.ม. มี 2224 โค้ง รวมตลอดเส้นทางตั้งแต่ รอยต่อระหว่างฮอดเข้าสู่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ระยะทางรวม 510 ก.ม. 4088 โค้ง สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ
  1. ไปตามทางหลวง 108 (เชียงใหม่ ฮอด แม่ฮ่องสอน) ได้แก่ จังหวัดเขียงใหม่ อำเภอ ดอยหล่อ ได้แก่ ผาช่อ อำเภอจอมทอง ได้แก่ ดอยอินทนนท์ และพระธาตุจอมทอง อำเภอแม่วาง ได้แก่ วัดหลวงขุนวิน อำเภอฮอด ได้แก่ อุทยานแห่งชาติ ออบหลวง และสวนสนบ่อแก้ว จากนั้นเข้าสู่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผ่าน อำเภอแม่สะเรียง อำเภอขุนยวม ได้แก่ ทุ่งดอกบัวตอง ดอยแม่อูคอ อำเภอเมือง ได้แก่ พระธาตุดอยกองมู วัดจองทอง วัดจองกลาง จากนั้นขึ้นสู่ บ้านรักไทย ปางอุ๋ง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน
  2. ตามทางหลวง 1095 (แม่ฮ่องสอน ปาย แม่มาลีย) อำเภอ ปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้แก่ ถนนคนเดิน สะพานประวัติศาสตร์ท่าปาย สะพานซูทองเป้ วัดน้ำฮู หมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาว วัดพระธาตุแม่เย็น ศูนย์วัฒนธรรมจีนยูนนาน บ้านสันติชล รอยต่อระหว่างอำเภอปาย กับ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่คือ อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง
ฝาช่อ อ.ดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ ผาช่อเป็นหน้าผาสูงชัน สูงประมาณ 30 เมตร มีความโดดเด่น สวยงาม และแปลกตา เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา ซึ่งเป็นทางเดินของสายน้ำปิงเมื่อหลายพันปีมาแล้ว ได้เปลี่ยนทิศทางไปทำให้ตะกอนเกิดการก่อตัวเป็นชั้นๆ มีลวดลายที่สวยงามวิจิตรพิสดาร และมีขนาดใหญ่ มีอาณาบริเวณกว้าง ตั้งอยู่ที่ ตำบลยางคราม อำเภอดอยหล่อ มีความสูงประมาณ 30 เมตร
ดอยอินทนนท์ เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่ใน อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีความสูงประมาณ 2,565 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญของไทย จุดท่องเที่ยวสำคัญบนดอยอินทนนท์ ยอดดอยอินทนนท์ – จุดสูงสุดของประเทศไทย มีพระสถูปเจดีย์ พระมหาธาตุนภเมทนีดล และ พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ สร้างเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ น้ำตกวชิรธาร (น้ำตกแม่กลาง) – น้ำตกขนาดใหญ่ที่สวยงาม ไหลลงมาจากหน้าผาสูงชัน น้ำตกแม่ยะ – หนึ่งในน้ำตกที่สวยที่สุดของไทย มีชั้นน้ำตกหลายชั้น สถานีวิจัยเกษตรที่สูงดอยอินทนนท์ – แหล่งปลูกดอกไม้เมืองหนาว เช่น ซากุระ ดอกพญาเสือโคร่ง และพืชผักผลไม้เขตหนาว กุหลาบพันปี (Rhododendron) – พบตามเส้นทางเดินป่า บานสะพรั่งในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน – เส้นทางเดินป่าชมธรรมชาติและพันธุ์ไม้เขตสูง อากาศและฤดูกาล ฤดูหนาว (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) – อากาศหนาวเย็นมาก บางครั้งอุณหภูมิต่ำกว่า 0°C มีหมอกหนา และอาจมีน้ำค้างแข็ง ฤดูร้อน (มีนาคม-พฤษภาคม) – อากาศเย็นสบายตอนเช้า-เย็น กลางวันอากาศอบอุ่น ฤดูฝน (มิถุนายน-ตุลาคม) – มีฝนตกชุก บางครั้งถนนลื่นและมีหมอกจัด การเดินทาง จากเชียงใหม่ ใช้เส้นทาง เชียงใหม่-ฮอด (ทางหลวงหมายเลข 108) แล้วเลี้ยวเข้าทางขึ้นดอยอินทนนท์ที่อำเภอจอมทอง
วัดพระธาตุจอมทอง พระธาตุจอมทอง เป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ และเป็นหนึ่งในพระธาตุประจำปีเกิดของคนเกิด ปีวอก (ลิง) เชื่อกันว่าหากได้มาสักการะจะเสริมความเป็นสิริมงคลและความเจริญรุ่งเรือง ตั้งอยู่ ใจกลางอำเภอจอมทอง ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 58 กิโลเมตร สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1995 โดยพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์ล้านนา เพื่อบรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า เชื่อกันว่าพระธาตุแห่งนี้มีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เคารพสักการะมาหลายศตวรรษ จุดเด่นและความสำคัญ สถาปัตยกรรมล้านนา – พระธาตุมีรูปแบบศิลปะล้านนาดั้งเดิม ฐานสี่เหลี่ยมย่อมุม ทรงระฆังคว่ำ ประดับด้วยทองคำเปลว เป็นพระธาตุประจำปีวอก (ลิง) – เชื่อว่าหากมากราบไหว้จะช่วยเสริมดวงชะตาและชีวิตให้ดีขึ้น งานประเพณีสรงน้ำพระธาตุ – จัดขึ้นทุกปีในวันเพ็ญเดือน 6 (ประมาณเดือนพฤษภาคม) มีการสรงน้ำพระธาตุและงานบุญใหญ่ การเดินทาง จากเชียงใหม่: ใช้ทางหลวงหมายเลข 108 (เชียงใหม่-ฮอด) ผ่านอำเภอหางดงและอำเภอสันป่าตอง ถึงอำเภอจอมทอง แล้วเลี้ยวเข้าตัวอำเภอ
วัดขุนวิน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของบ้านขุนวิน ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่เป็นวัดเก่าแก่ที่ถูกปล่อยทิ้งร้างไว้เกือบ 700 ปี จนถึง พ.ศ.2497 ครูบาอุ่นเรือน สุภทโท แห่งวัดควรนิมิต ตำบลมะขามหลวง อำเภอสันป่าตอง ลูกศิษย์ของครูบาศรีวิชัย ได้มาบูรณะขึ้นใหม่ให้เจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง ปัจจุบันเป็นวัดที่มีความสวยงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบล้านนาท่ามกลางบรรยากาศเย็นฉ่ำของป่าเขียวครึ้ม เป็นที่จำพรรษาของพระและเณรรวมทั้งเป็นที่ปฏิบัติธรรมของอุโบสกอุโบสิกา โดยมีหลวงพ่อจรัญ ทุกขญาโณ เป็นเจ้าอาวาส
บันไดนาคคู่สีขาวตั้งตระหง่านโดดเด่นบริเวณหน้าวัด เป็นบันไดที่ขึ้นสู่อุโบสถที่งดงามด้วยลวดลายปูนปั้นอ่อนช้อยตามศิลปล้านนา รวมทั้งพื้นทางเดินที่ทำคล้านเกล็ดพญานาค สวยเหมือนมีชีวิตทอดยาวตลอดทาง
อุโบสถวัดขุนวิน
พระพุทธรูปไม้ ปางปรินิพพานที่อยู่ภายในอุโบสถ
พระพุทธรูปยืนปางจงกรมแก้ว สูง 9 เมตร ฐานกว้าง 2 เมตร เป็นพระพุทธรูปไม้แกะสลักจากต้นจำปีป่าที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ยืนต้นตายตามคำทำนาย
พระธาตุม่อนเปี้ยะ พระธาตุ 5 ยอด เจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีเรื่องเล่าว่า พระพุทธองค์เคยทรงเสด็จมาบริเวณนี้ พบชาวลัวะ 2 คน คือ ขุนสาบและขุนสระเมิง ได้กราบทูลขอพระเกศาธาตุไว้เพื่อบูชาแล้วสร้างเจดีย์ครอบองค์พระธาตุไว้บนยอดเขาเตี้ยๆเรียกว่า พระธาตุม่อนเปี้ยะ
วิหารไม้สัก
อุทยานแห่งชาติออบหลวง พื้นที่อุทยานครอบคลุม 3 อำเภอ คือ อำเภอ แม่แจ่ม จอมทอง และ ฮอดจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีลำน้ำแม่แจ่มที่แบ่งระหว่างอำเภอจอมทองและฮอดไหลผ่าน ที่ทำการอุทยานตั้งอยู่ที่ ตำบลหางดง อำเภอฮอด การเดินทางไปตามทางหลวง 108 เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามและมีความสำคัญทางธรณีวิทยา
ช่องเขาขนาดใหญ่ (ออบ) ที่ถูกกัดเซาะโดยน้ำแม่แจ่ม** ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 630 ตารางกิโลเมตร ออบหลวง คือช่องเขาสูงชันที่มีแม่น้ำแจ่มไหลผ่าน บริเวณนี้มีสะพานแขวนสำหรับชมทัศนียภาพ มีน้ำตกแม่บัวคำ น้ำตกขนาดกลางที่สวยงาม ถ้ำและแหล่งโบราณคดี เช่น ถ้ำตุ๊ปู่ เป็นป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง กิจกรรมท่องเที่ยว เดินชมธรรมชาติ บริเวณออบหลวง มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติและจุดชมวิว ล่องแก่งแม่น้ำแจ่ม (เหมาะกับช่วงฤดูฝน) แคมปิ้ง มีพื้นที่กางเต็นท์และบ้านพักบริการ ชมความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะนกและพืชพันธุ์ท้องถิ่น เวลาทำการ เปิดทุกวัน 08:00 - 16:30 น. ค่าธรรมเนียม ผู้ใหญ่: 100 บาท เด็ก: 50 บาท รถยนต์: 30 บาท
สวนสนบ่อแก้ว เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามและมีเอกลักษณ์ของจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่บน ดอยบ่อแก้ว ในอำเภอฮอด บริเวณใกล้เคียงกับอุทยานแห่งชาติออบหลวง ที่ตั้ง: ตำบลบ่อแก้ว อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ (ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 120 กิโลเมตร) ลักษณะเด่น: เป็นป่าสนสามใบและสนสองใบที่ปลูกขึ้นในโครงการพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) เพื่อฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม มีทิวทัศน์สวยงามคล้าย ป่าสนเมืองหนาว อากาศเย็นสบายตลอดปี มองเห็นวิว เทือกเขาดอยอินทนนท์ และทะเลหมอกในยามเช้า กิจกรรมท่องเที่ยว ถ่ายรูปกับทิวทัศน์ป่าสน ที่มีบรรยากาศคล้ายต่างประเทศ ชมทะเลหมอก (ช่วงปลายฝนต้นหนาว ประมาณตุลาคม-กุมภาพันธ์) เดินป่าและปิกนิก ในบรรยากาศธรรมชาติ แคมปิ้ง (มีพื้นที่กางเต็นท์ให้บริการ) เวลาทำการ เปิดทุกวัน 06:00 - 18:00 น. ค่าธรรมเนียม รถยนต์: 30 บาท รถจักรยานยนต์: 20 บาท คนเดินเท้า: ไม่เสียค่าธรรมเนียม
ทุ่งดอกบัวตอง ดอยแม่อูคอ อำเภอขุนยวม ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามและมีชื่อเสียงของประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว (ประมาณเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม) ความสูงกว่า 1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล ที่ดอกบัวตองจะบานสะพรั่งเต็มท้องทุ่งบนเนินเขาสูง สร้างทัศนียภาพสีเหลืองทองตัดกับสีฟ้าของท้องฟ้าและความเขียวขจีของป่าเขา ทุ่งดอกบัวตองในจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยเฉพาะที่ ดอยแม่อูคอ (อำเภอขุนยวม) และพื้นที่ใกล้เคียง
ดอกบัวตองไม่ได้เป็นพืชพื้นเมืองดั้งเดิมของไทย แต่เป็นพืชที่ถูกนำเข้ามาและแพร่กระจายตามธรรมชาติจนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ดอกบัวตอง (ชื่อวิทยาศาสตร์: Tithonia diversifolia) มีถิ่นกำเนิดใน เม็กซิโกและอเมริกากลาง โดยถูกนำเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกในช่วง สงครามโลกครั้งที่ 2 (ราวปี พ.ศ. 2480-2490) โดยทหารญี่ปุ่นหรือมิชชันนารีที่เข้ามาในพื้นที่ภาคเหนือของไทย ในอดีต ดอยแม่อูคอเป็นพื้นที่ป่าและไร่ของชาวเขา (เผ่าม้งและกะเหรี่ยง) ที่ปลูกข้าวโพดและพืชอื่นๆ ดอกบัวตองถูกนำมาปลูกเพื่อใช้เป็น พืชคลุมดิน ป้องกันการพังทลายของหน้าดิน เนื่องจากเจริญเติบโตเร็วและทนทาน ต่อมา เมล็ดบัวตองแพร่กระจายไปตามลมและสัตว์ป่า ทำให้เกิดการขึ้นเองตามธรรมชาติบนดอยสูง จนกลายเป็นทุ่งกว้าง ในช่วงแรก ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวท้องถิ่นเริ่มสังเกตเห็นความสวยงามของดอกบัวตองที่บานสะพรั่งในฤดูหนาว ราว ปี พ.ศ. 2520-2530 จังหวัดแม่ฮ่องสอนและหน่วยงานท่องเที่ยวเริ่มส่งเสริมให้ดอยแม่อูคอเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ปัจจุบัน ทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอถูกจัดให้เป็น "อุทยานดอกบัวตอง" และมีการจัด เทศกาลดูดอกบัวตอง เป็นประจำทุกปี
ดอกบัวตองไม่ได้เป็นเพียงพืชประดับ แต่ยังมีประโยชน์ในทางสมุนไพร (ใช้ใบต้มน้ำรักษาอาการอักเสบ) การท่องเที่ยวทุ่งบัวตองสร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่นผ่านการบริการที่พัก ร้านอาหาร และกิจกรรมท่องเที่ยว ข้อควรรู้ บางคนเรียกว่า "ดอกทานตะวันป่า" เพราะมีลักษณะคล้ายทานตะวันแต่ขนาดเล็กกว่าเป็นพืชโตเร็วและอาจกลายเป็นวัชพืชในบางพื้นที่ จึงต้องควบคุมการแพร่กระจาย ทุ่งดอกบัวตองแม่ฮ่องสอนจึงเป็นตัวอย่างของการที่พืชต่างถิ่นถูกนำเข้ามาและปรับตัวจนกลายเป็นสัญลักษณ์การท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด
พระธาตุดอยกองมู (วัดพระธาตุดอยกองมู) เดิมชื่อ วัดปลายดอย ตั้งอยู่ที่ ดอยกองมู ทางทิศตะวันตก อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน แต่เนื่องจากตั้งอยู่บนดอยกองมู ชาวบ้านจึงนิยมเรียกว่า "วัดพระธาตุดอยกองมู" มากกว่า ตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน เป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และสำคัญที่สุดของจังหวัด บนยอดดอยกองมูซึ่งมีความสูงประมาณ 1,400 เมตรจากระดับน้ำทะเล ประกอบด้วย พระธาตุเจดีย์ ศิลปะไทใหญ่-พม่า จำนวน 2 องค์ พระธาตุเจดีย์องค์ใหญ่ สร้างโดยคหบดีชื่อ "จองต่องสู่" ในปี 2403 เป็นเจดีย์ทรงเครื่องแบบมอญ ประดับลวดลายปูนปั้น มีฐานแปดเหลี่ยมซ้อนสามชั้น บริเวณฐานด้านล่างประดับด้วยซุ้มพระตามทิศทั้งแปด ประดิษฐานพระธาตุ ของพระโมคคัลลานะซึ่งเป็นพระอัครสาวกองค์หนึ่งของพระพุทธเจ้าอัญเชิญมาจากเมืองมะละแหม่งในเมียนมาร์
ส่วนพระธาตุเจดีย์องค์เล็ก สร้างในปี 2417 โดยพญาสิงหนาทราชา เจ้าผู้ครองแม่ฮ่องสอนคนแรก มีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงเครื่องแบบมอญ มีฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสซ้อนสามชั้น ตรงมุมทั้งสี่ของฐานมีปูนปั้นรูปสิงห์ประดับอยู่ บริเวณฐานด้านล่างประดับด้วยซุ้มพระแบบศิลปะมอญ ซุ้มประธานมีหลังคาประดับเรือนยอดสามยอด แต่ละยอดเป็นทรงปราสาทซ้อนสามชั้น ประดับลวดลายปูนปั้นสวยงาม
วิหารวัดพระธาตุดอยกองมู ตั้งอยู่ด้านหน้าเจดีย์ เป็นศิลปะไทยใหญ่ผสมพม่า คือมีปานซอย หรือ ลายไต มีดุนดอกครบถ้วนสมบูรณ์ มองแบบ3 มิติ ปัจจุบันหาช่างสมัยใหม่ให้มีฝีมือละเอียดก่อสร้างได้แบบนี้ยาก ถือเป็นช่างใหญ่ฝีมือชิ้นเอกของ จ.แม่ฮ่องสอน
วัดพระธาตุดอยกองมู เป็นพระประจำวันจันทร์ ตามความเชื่อชาวไทยใหญ่ ถือว่าเป็นวันสำคัญตามที่สุด จึงมีสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่เป็นพิเศษ พระวันจันทร์จึงไม่สร้างบนฐานเจดีย์ จึงสร้างวิหารพิเศษแยกออกมา
พระประธานประจำวิหาร เป็นพระปางขัดสมาธิ ศิลปะแบบไทยใหญ่ ลักษณะเด่นดูจาก ใบหน้า อิ่มเอิบ มีคิ้ว หูจะชนกับบ่า ผิวจะสีขาว ทาปากแดง และสังฆาฏิจะพลิ้ว พระพุทธรูปทาปากแดง (พระพุทธรูปที่มีการลงสีแดงที่พระโอษฐ์) เป็นลักษณะศิลปกรรมที่ได้รับอิทธิพลจาก วัฒนธรรมมอญ เป็นหลัก และต่อมาได้แพร่หลายสู่ชนชาติใกล้เคียงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะชาวพม่าและไทยใหญ่ มอญ เป็นชนชาติแรกที่ปรากฏพระพุทธรูปปากแดงชัดเจนในศิลปะทวารวดีและศิลปะมอญยุคหลัง มอญมีประเพณีการทาสีแดงที่ปากพระพุทธรูปเพื่อสื่อถึงความมีชีวิตชีวาและความศักดิ์สิทธิ์ พบมากในพระพุทธรูปศิลปะมอญในพม่า (เช่น เมืองหงสาวดี) และบางส่วนในไทย (เช่น ภาคกลางที่เคยเป็นดินแดนมอญมาก่อน) พม่า รับวัฒนธรรมนี้จากมอญ เนื่องจากมอญเคยมีอารยธรรมรุ่งเรืองก่อนถูกผนวกโดยพม่า พระพุทธรูปพม่าหลายองค์ในมัณฑะเลย์หรือหงสาวดีก็มีลักษณะปากแดง ไทยใหญ่ ได้รับอิทธิพลทั้งจากพม่าและมอญ จึงอาจพบพระพุทธรูปปากแดงในศิลปะไทยใหญ่ด้วย แต่ไม่ใช่ลักษณะเด่นของไทยใหญ่เท่ามอญ เหตุผลที่ทาปากแดง: ความเชื่อทางศาสนา: สีแดงถือเป็นพลังชีวิต ความเมตตา และความเป็นมงคล สัญลักษณ์ของความมีชีวิต: ทำให้พระพุทธรูปดูมีชีวิตชีวาเหมือนมนุษย์ผู้เปี่ยมด้วยธรรม มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า นานมาแล้วชาวเมืองแม่ฮ่องสอนที่มีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ ไม่รู้จะหันไปพึ่งใคร ก็มาสวดมนต์ขอพรจากหลวงพ่อทันใจ ปรากฎว่าเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ มีเหตุให้แก้ไขได้รวดเร็วทันใจน่าอัศจรรย์ โดยเฉพาะผู้ที่ทำมาหากินโดยสุจริต มีจิตใจดีงาม
บนวัดพระธาตุดอยกองมู จะมีชุดบูชา เป็นชุดบูชาธาตุทั้งสี่หรือที่คนไทใหญ่เรียกว่าสี่ปา ภาษาพม่าเรียกว่า เลปา ซึ่งประกอบไปด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ คนไทใหญ่เชื่อว่าเมื่อธาตุใดธาตุหนึ่งอ่อน หมายความว่าไม่มีพลังจะไปสร้างความสมดุลกับธาตุที่เหลือ ทำให้สุขภาพไม่แข็งแรง จึงต้องเสริมธาตุเพื่อให้เกิดความสมดุลในร่างกายก็คือการถวายธาตุทั้งสี่บูชาพระธาตุนั่นเอง ไม้เป็นเครื่องหมายของความมั่นคง ส่วนไม้ที่ทำเป็นสะพานเป็นเครื่องหมายของการก้ามข้ามอุปสรรค การบูชาพระธาตุให้ยกชุดบูชาทั้งหมดแล้วจับให้มั่น เดินเวียนขวาสามรอบ ครบแล้วก็นำมาตั้งบูชาที่พระปางประจำวันเกิดของตัวเอง ดึงธูปเทียนออกมาจุดบูชาพระธาตุ อธิษฐานตามใจปรารถนา แล้วก็เป็นอันเสร็จพิธี จากนั้นก็เดินไปขอพรกับพระทันใจ ปิดท้ายด้วยการตีระฆังเพื่อให้พระอินทร์ได้รับรู้และเชื่อกันว่าเราจะได้กลับมาเยือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้อีก จากนั้นก็ชมวิวทิวทัศน์ของตัวเมืองแม่ฮ่องสอน เทศกาลสำคัญ ประเพณีขึ้นดอยกองมู (ประมาณเดือนกุมภาพันธ์) ชาวบ้านจะร่วมกันทำบุญตักบาตรและสรงน้ำพระธาตุ พระธาตุดอยกองมูไม่เพียงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่สะท้อนวัฒนธรรมและความเชื่อของชาวแม่ฮ่องสอนได้เป็นอย่างดี
วัดจองทอง และวัดจองกลาง เป็นวัดแฝดที่อยู่ในรั้ววัดเดียวกัน โดยวัดจอมทองสร้างก่อน เป็นวัดแห่งแรกของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ส่วนวัดจอมกลางสร้างทีหลัง เนื่องจากอยู่ระหว่างกลางระหว่างวัดจอมทอง กับวัด จอมใหม่ จึงตั้งชื่อว่าวัดจอมกลาง
วัดจองทอง สร้างในปี 2340 (จากป้ายที่ติดภายในวัดระบุ 2370 ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3 แต่ข้อมูลส่วนใหญ่ระบุสร้างปี 2340 ซึ่งสมัยนั้นแม่ฮ่องสอนยังขึ้นกับเจ้าเมืองเชียงใหม่อยู่ น่าจะเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง) เป็นวัดแห่งแรกของแม่ฮ่องสอน สร้างโดย พญาสิงหนาทราชา เจ้าผู้ครองเมืองแม่ฮ่องสอนคนแรก และแม่นางเมียะ และได้ขึ้นเป็นพระอารามหลวงใน 2527 เหตุที่เรียกวัดจอมทองเพราะที่เสาวัดประดับด้วยทองคำเปลง ซึ่งแต่เดิมเป็นแผ่นเงิน ซึ่งเป็นชาวไทใหญ่ เดิมทีวัดนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์ชาวไทใหญ่ และเป็นศูนย์กลางทางพุทธศาสนาในเมืองแม่ฮ่องสอน มีความเชื่อมโยงกับวัดจองกลาง เนื่องจากทั้งสองวัดตั้งอยู่ใกล้กันและมีรูปแบบศิลปะไทใหญ่ที่คล้ายคลึงกัน
วิหารไม้สัก ที่ตกแต่งด้วยลายฉลุไม้แบบไทใหญ่และลายทองคำเปลว
พระพุทธรูปหลวงพ่อโต ประดิษฐานอยู่ในวิหารหลวงพ่อโต ผีมือปั้นโดยนายช่างสล่าโพโต่ง เตชะโกเมนต์ หน้าตักกว้าง 4.8 เมตร สูง 5.6 เมตร ศิลปะไทยใหญ่ พระเนตรมองต่ำ ทาปากแดง พระกรรณยาวเกือบถึงไหล่ ส่วนวิหารหลวงพ่อโต สร้างเมื่อ พศ.2475 สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ.2479 โดยพระอูน่าก๊ะ เป็นประธาน พ่อจอง จองคำส่วย แม่จอง จันทร์ตา คหบดีชาวแม่ฮ่องสอนเป็นศรัทธาในการก่อสร้าง แบบละ 12 ศอก หลังคามุงสังกะสี ศิลปะแบบไทยใหญ่ พระวิหารหลวงพ่อโตสร้างโดยนายช่าง สล่าโพอ่อง เดิมเป็นที่ก่อสร้างองค์พระเจดีย์สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2371 ซึ่งได้สร้างคู่กับวัดเดิม องค์ประเจดีย์ได้ชำรุดทรุดโทรม ต่อมาพระอูน่าก๊ะ ได้ทำพิธรบวงสรวงขอรื้อถอน และสร้างพระวิหาร พร้อมทั้งสร้างพระพุทธรูปหลวงพ่อโตดังที่ปรากฏเห็นในปัจจุบัน สถานที่สร้างหลวงพ่อโตเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ของแม่ฮ่องสอนอีกแห่งหนึ่ง มีประเพณีนมัสการหลวงพ่อโตในวันกลางเดือน 5 ของทุกปี
พระอุโบสถที่อยู่ด้านซ้ายของภาพ มีลักษณะแปลกจากอุโบสถทั่วไป พระอุโบสถของวัดจองคำเป็นพระอุโบสถที่สร้างใหม่เริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ 2521 แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.2522 ในสมัยที่พรครูอนุสุตรศาสนจัก ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ท่านได้เป็นประธานร่วมกับคณะศรัทธา พ่อค้าประชาชน ร่วมแรงร่วมใจก่อสร้างพระอุโบสถหลังนี้ขึ้นโดยมีพ่อเลี้ยง สุวรรณ พานิชนานนท์ เป็นนายช่างออกแบบและคุมการก่อสร้าง
พระอุโบสถเป็นอาคารทรงมณฑปรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว่าง 6 เมตร ยาว 12 เมตร หลังคาเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กรูปพระเจดีย์ 5 ยอด ภายในเขียนภาพพระพุทธประวัติที่ฝาผนัง ประตูหน้าต่าง ทำด้วยไม้แกะสลัก ส่วนพระประธานในพะรอุโบสถ ทางวัดได้ประกอบพิธีเททองหล่อขึ้นเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2522 เบิกพระเนตร เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2523 มีสิงห์คู่ศิลปะพม่า (ไทยใหญ่) อยู่ด้านหน้าพระอุโบสถ ที่พม่าหรือล้านนา ซึ่งเคยตกเป็นของพม่า 200 ปี จะมีความเชื่อเรื่องสิงห์ในหลายมิติ เช่น เชื่อว่าสิงห์ทำหน้าที่เป็นทวารบาล ปกป้องศาสนสถานจากความชั่วร้าย ความเชื่อในเรื่องสิงห์ถ่ายบาป โดยศิลปะของสิงห์พม่า เป็นสิงห์ตัวผู้ มีแผงคอเป็นลอน ตาโต อ้าปากกว้าง ขนหัวตั้งชัน นั่งหมอบ โดยขาคู่หน้าตั้งตรง ขาคู่หลังอยู่ในท่าคุกเข่า หางม้วนขดเป็นวงสูงกลางหลัง แต่ถ้าเป็นสิงห์ศิลปะล้านนา จะมีลักษณะที่ใกล้เคียงกัน อ่อนช้อยและตัวเล็กกว่าสิงห์พม่า
Focus ให้เห็นใบเสมารอบพระอุโบสถที่มีรูปทรงแตกต่างจากใบเสมาของวัดโดยทั่วไป
วัดจองกลาง ที่ตั้ง: อยู่ในรั้วเดียวกันกับวัดจอมทอง ในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ประวัติ: เดิมเป็นศาลาเพื่อให้บุคคลทั่วไปได้พักจำศีลสำหรับวัดจองใหม่ (อยู่บริเวณโรงเรียนพระปริยัติธรรมในปัจจุบัน) ต่อมาคณะศรัทธาได้สร้างศาลาการเปรียญหลังปัจจุบันขึ้นมาแทนหลังเก่าเพื่อถวายพระภิกษุชาวพม่าที่มาพักครั้งงานศพเจ้าอาวาสวัดจองใหม่โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2410-2414 โดย เจ้าฟ้าโชติกองกิ้ว ผู้สืบทอดจากพญาสิงหนาทราชา ชื่อ "จองกลาง" หมายถึง "วัดกลาง" เนื่องจากตั้งอยู่ระหว่างวัดจอมทองและวัดจองใหม่(โรงเรียนพระปริยัติธรรม) เป็นวัดสำคัญของชุมชนไทใหญ่ในแม่ฮ่องสอน จุดเด่น: สถาปัตยกรรมแบบไทใหญ่ ที่โดดเด่นด้วยหลังคาซ้อนชั้นและลวดลายประดับกระจกสี จากรูปเป็นพระธาตุเจดีย์ ที่มีรูปแบบผสมผสานระหว่างศิลปะไทใหญ่และล้านนา และพระวิหาร(อาโหย่ง) ติดกับพระธาตุ ใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ประวัติองค์พระเจดีย์ (ชาวไทยใหญ่เรียกกองมุ) เป็นพระเจดีย์มีลักษณะคล้ายมณีทบ โดยฝีมือช่างชาวไทยใหญ่ รูปทรงมณีทบความสูง 12 ศอก ฐานสี่เหลี่ยม มีมุข 4 ด้าน พร้อมสิงห์ด้านละตัว ประดิษฐานพระพุทธรูปนั่งหนึ่งองค์ และเริ่มสร้างเมื่อ มีนาคม 2456 สร้างแล้วเสร็จในเดือนมกราคม 2458 สร้างโดยศรัทธาขุนเพียร (พ่อเลี้ยงจองนุ) พิรุญกิจ และแม่จองเฮือน คหบดีชาวแม่ฮ่องสอน และในองค์พระเจดีย์ได้บรรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ผู้มานมัสการพระเจดีย์
พระเจ้าอินทร์สาน หรือ "พระอินทร์สาน" พระพุทธรูปที่ทำจากหวาย (หรือไม้ไผ่สาน) ตามความเชื่อที่ว่าพระอินทร์ลงมาช่วยสานส่วนพระพักตร์ให้สมบูรณ์ สร้างขึ้นตามแบบอย่างศิลปะไทใหญ่ พุทธลักษณะ เป็นพระปางมาวิชัย พระนลาฏ(หน้าผาก) แคบ มีกระบังหน้าประดับด้วยพลอย พระกรรณ(หู) ยาวเกือบถึงไหล่ และเป็นพระประธานในวิหารวัดจองกลาง พระเจ้าอินทร์สานองค์จริงนั้นอยู่ที่เมืองเชียงตุง ที่มีอายุกว่า 700 ปี สร้างโดยใช้ไม้ไผ่มุงหรือไม่ไร่มุง ไม้ที่ปลูกรัฐฉานประเทศพม่า ส่วนพระอินทร์สานที่วัดจอมกลาง สร้างเมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้วด้วยช่างที่ใช้วัสดุและกรรมวิธีแบบเดิม ผู้สร้างคือพระอุ่นแสง เป็นพระไทใหญ่จากเมืองเชียงตุง ซึ่งต้องใช้ความชำนาญและความประณีตอย่างสูง
ศาลาการเปรียญวัดจองกลาง เริ่มสร้างเมื่อ พศ.2410 และสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2416 โดยมีพ่อลุงพก่าจ่า พ่อลุงจองขอ และพ่อเลี้ยงขุนเพียร แม่จองเฮือน คหบดีชาวแม่ฮ่องสอน ร่วมกันสร้างโดยเฉพาะภาพพุทธประวัติหลังกระจก เรื่องพระเวชสันดรชาดก ติดตามฝาผนังรอบกุฏิเจ้าอาวาส เป็นช่องๆรวม 180 ช่อง ฝีมือช่างพม่าผสมไทยใหญ่ พ่อเลี้ยงขุนเพียรเป็นเจ้าศรัทธานำมาจากประเทศพม่า (วัน เดือน ปี ไม่ปรากฏ) สันนิษฐานว่าติดตั้งเมื่อสร้างวัดเสร็จ และได้ปรับปรุงทำความสะอาดเป็นช่วงเพื่อให้เห็นชัดกว่าเดิม โดยพระจิตต๊ะ ฐานธรรมโม เจ้าอาวาสวัดจอมกลาง ปัจจุบัน
พุทธประวัติหลังกระจก
พิพิธภัณฑสถานวัดจองกลางเป็นห้องพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่บนวัดจองกลาง จัดตั้งขึ้นเพื่อรวบรวมวัตถุโบราณที่ได้มาจากประเทศพม่า ภายในห้องพิพิธภัณฑ์ มีการจัดแสดงตุ๊กตาไม้แกะสลักที่เป็นทั้งรูปคน และรูปสัตว์พระเวสสันดรชาดกโดยได้สร้างขึ้นจากฝีมือช่างชาวพม่า ได้นำเข้ามาที่วัดจากประเทศพม่าในปี พ.ศ. 2400 มีการแกะสลักด้วยฝีมือที่มีความสวยงาม หินอ่อนองค์เล็ก คัมภีร์โบราณ ถ้วยชามและเครื่องใช้โบราณต่าง ๆ แต่ละส่วนการจัดแสดงมีป้ายประกอบการอธิบายวัตถุแต่ละชิ้นทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
บ้านรักไทย ที่มาและการตั้งถิ่นฐานบ้านรักไทยก่อตั้งขึ้นโดยชาวจีนกลุ่มหนึ่งที่อพยพมาจากมณฑลยูนนาน ประเทศจีน หลังจากพ่ายแพ้ในสงครามกลางเมืองจีน (ช่วงทศวรรษ 1940-1950) ซึ่งเป็นช่วงที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้รับชัยชนะเหนือพรรคก๊กมินตั๋ง ชาวจีนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นทหารและผู้สนับสนุนพรรคก๊กมินตั๋ง (Kuomintang - KMT) ที่หนีการปราบปรามของพรรคคอมมิวนิสต์เข้ามาตั้งรกรากในพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า การพัฒนาหมู่บ้านในอดีต บ้านรักไทยเคยเป็นฐานที่มั่นของกองทหารก๊กมินตั๋ง (KMT) ที่ต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์จีนและมีบทบาทในสงครามฝิ่นในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ ต่อมาในปี 2504 รัฐบาลไทยได้อนุญาตให้ชาวบ้านเหล่านี้ตั้งถิ่นฐานอย่างเป็นทางการ และเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านเป็น "บ้านรักไทย" เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อประเทศไทย วัฒนธรรมและวิถีชีวิต หมู่บ้านนี้ยังคงรักษาวัฒนธรรมจีนยูนนานไว้อย่างเหนียวแน่น ทั้งภาษา การแต่งกาย อาหาร และประเพณี ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทำไร่ชา (ชาอู่หลงและชาพุเออร์) และปลูกพืชเมืองหนาว เช่น พลับ สาลี่
การท่องเที่ยว ปัจจุบันบ้านรักไทยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของแม่ฮ่องสอน เนื่องจากมีทัศนียภาพสวยงาม ทะเลสาบล้อมรอบหมู่บ้าน และอากาศเย็นสบายคล้ายภาคเหนือของจีน นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวชมไร่ชา ชิมอาหารจีนยูนนาน และพักผ่อนในรีสอร์ทแบบจีน บ้านรักไทยไม่เพียงแต่เป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่ยังเป็นชุมชนที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมผสมผสานระหว่างไทย-จีน และเป็นตัวอย่างของการผสานกลมกลืนของผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยได้อย่างสงบสุขกองการท่องเที่ยว จังหวัดแม่ฮ่องสอน เคยระบุว่า บ้านรักไทยเป็น 1 ใน 10 สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัด
บางรีสอร์ทในพื้นที่ รายงานว่าในช่วงไฮซีซั่น มีผู้เข้าพักเต็มเกือบทุกวันทะเลสาบบ้านรักไทย ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ ทะเลสาบที่บ้านรักไทย ไม่ได้เป็นทะเลสาปที่เกิดตามธรรมชาติแต่เป็น ทะเลสาบที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยเกิดจากการขุดและกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตรและการใช้ประโยชน์ของชุมชน ในอดีต พื้นที่นี้เป็นหุบเขา ไม่มีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ชาวบ้านรักไทย (ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนยูนนานที่อพยพมา) มีความจำเป็นต้องกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการเกษตร โดยเฉพาะการปลูกชาและพืชเมืองหนาว จึงมีการขุดบ่อและสร้างคันดินกั้นน้ำจนกลายเป็น ทะเลสาบขนาดใหญ่ ที่เห็นในปัจจุบัน วัตถุประสงค์หลัก เพื่อการเกษตร: ชาวบ้านใช้น้ำจากทะเลสาบในการปลูกชา พืชผัก และผลไม้ เพื่อการท่องเที่ยว: ต่อมาทะเลสาบถูกพัฒนาให้เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว ด้วยทัศนียภาพที่สวยงาม ลักษณะของทะเลสาบ มีลักษณะเป็น อ่างเก็บน้ำรูปวงกลมหรือวงรี ล้อมรอบหมู่บ้าน มีน้ำตลอดปี เพราะได้รับการเติมน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติและระบบชลประทาน บริเวณริมทะเลสาบถูกตกแต่งด้วยสวนดอกไม้ ทางเดิน และร้านค้าเพื่อการท่องเที่ยว
เรือสไตล์จีนยูนนานที่ใช้คนพาย การล่องเรือในบรรยากาศที่เงียบสงบของหมู่บ้านริมทะเลสาบ พร้อมชมวิวไร่ชาและทะเลสาบ เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว การจองเรือล่วงหน้า โดยเฉพาะในช่วงเช้าตรู่ที่สายหมอกยังลอยอยู่เหนือผิวน้ำ เป็นช่วงเวลาที่สวยงามและเป็นที่ต้องการ
แสงสี บ้านรักไทย เวลากลางคืน
ปางอุ๋ง (Pang Ung) เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน บริเวณใกล้กับ อำเภอขุนยวม และ อำเภอปางมะผ้า โดยเฉพาะในพื้นที่ของ หมู่บ้านปางอุ๋ง ซึ่งเป็นชุมชนของชาวไทยใหญ่ (ไทใหญ่) และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ
ปางอุ๋งเดิมเป็นพื้นที่ป่าเขาและแหล่งน้ำธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2510–2520 กองทัพภาคที่ 3 ได้เข้ามาพัฒนาพื้นที่เพื่อใช้เป็น แหล่งเพาะพันธุ์ปลาและแหล่งน้ำสำหรับการเกษตร ของราษฎรในพื้นที่ รวมทั้งเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ในอดีต ปางอุ๋งเคยเป็นพื้นที่ที่มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ จึงมีการส่งทหารเข้ามาควบคุมพื้นที่และพัฒนาชุมชนให้เกิดความมั่นคง ต่อมาได้มีการสร้าง อ่างเก็บน้ำปางอุ๋ง ซึ่งกลายเป็นจุดเด่นของพื้นที่ ด้วยทัศนียภาพที่สวยงามของทะเลสาบที่ล้อมรอบด้วยป่าสนและทิวเขา
จุดเด่นของปางอุ๋ง ทะเลสาบปางอุ๋ง – มีลักษณะคล้ายทะเลสาบในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จึงได้รับฉายาว่า "สวิตเซอร์แลนด์แห่งเมืองแม่ฮ่องสอน" ป่าสนสองใบและสนสามใบ – บริเวณรอบอ่างเก็บน้ำมีป่าสนธรรมชาติที่ให้บรรยากาศเย็นสบาย หมอกยามเช้า – ในช่วงฤดูหนาว (พฤศจิกายน–กุมภาพันธ์) จะมีหมอกหนาแน่น สร้างความสวยงามเหมือนภาพวาด วัฒนธรรมชาวไทยใหญ่ – ชุมชนรอบปางอุ๋งยังคงรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้อย่างดี ที่พัก มีทั้งโฮมสเตย์และรีสอร์ทแบบใกล้ชิดธรรมชาติ กิจกรรม เช่น พายเรือในทะเลสาบ ถ่ายรูปทิวทัศน์ เดินป่า และสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น
ปายเป็นเมืองชายแดน เป็นเมืองกันชน เดิมเรียกว่า"บ้านดอน" เป็นที่ราบบนเนินเขา มีป่าไผ่ล้อมรอบ เหมาะแก่การตั้งทัพ ในปีพ.ศ.1826 พระเจ้าคราม เจ้าผู้ครองพิงนคร (เชียงใหม่) รู้ข่าวว่ามีนายทหารพม่ามาตั้งทัพ และสร้างเมืองที่บ้านดอน เพื่อใช้เป็นฐานในการเข้าตีพิงนคร พระเจ้าครามจึงคิดจะยึดบ้านดอนเป็นเมืองขึ้นแต่ได้สวรรคตก่อน จากนั้นมาเมื่อเวลาที่กองทัพพม่าอ่อนแอ เจ้าครองนครเชียงใหม่จะตีชิงบ้านดอนเป็นเมืองขึ้น สลับกับการถูกพม่าแย่งชิงกลับไปตลอดเวลา พ.ศ.2020 พระเจ้าติโลกราช เจ้าครองนครเชียงใหม่ รับสั่งให้เจ้าศรีชัยยา ยกทัพมาตีเมืองบ้านดอน ขณะเข้าตีช้างเผือกของพระองค์เตลิดหนีเข้าป่าไป เมื่อมีชัยต่อเมืองบ้านดอน รับสั่งให้ทหารไปหาช้างของพระองค์กลับมา ซึ่งทหารไปพบช้างเชือกดังกล่าวกำลังเล่นน้ำอยู่ในลำน้ำแห่งหนึ่ง เจ้าศรีชัยยาทรงปลาบปลื้มที่ได้ช้างเผือกกลับคืนมา จึงตั้งชื่อลำน้ำแห่งนั้นว่า "ลำน้ำพลาย" แต่สำเนียงล้านนาออกเสียง พ.พาน เป็น ป.ปลา จึงกลายเป็น "ลำน้ำปลาย" และเรียกเมืองบ้านดอนว่า "เมืองปลาย" จนเวลาผ่านไปการออกเสียงและเขียนตัวสะกดเพี้ยนมาเป็น "ปาย" ดังปัจจุบัน เมืองปาย (Pai) เป็นอำเภอเล็กๆ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน ก่อนจะกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ ยุคเริ่มต้น: ชุมชนโบราณและเส้นทางการค้า ปายเดิมเป็นชุมชนเก่าแก่ของชาวไทใหญ่ (ฉาน) และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ เช่น กะเหรี่ยง ลีซู และม้ง มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่าพื้นที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าระหว่างรัฐฉาน (พม่า) กับล้านนา ในอดีต ปายเป็นเมืองหน้าด่านของอาณาจักรล้านนา และมีบทบาทสำคัญในสมัยพระเจ้าบรมราชาธิราช (พ.ศ. 1913–1942) แห่งอาณาจักรสุโขทัย สมัยรัตนโกสินทร์: การปกครองและพัฒนาชุมชน ในรัชกาลที่ 5 ปายถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลพายัพ (เชียงใหม่) และต่อมาเป็นอำเภอหนึ่งของแม่ฮ่องสอน ชาวไทใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มหลักที่อาศัยในปาย สร้างวัดและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น วัดน้ำฮู (ที่มีพระพุทธรูปสิงห์สามเก่า (หลวงพ่ออุ่นเมือง) อายุ 500 ปี)
การเปลี่ยนเป็นแหล่งท่องเที่ยว ช่วงปี 2510–2530: ปายเริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่นักเดินทางแบบแบ็กแพ็ก (backpackers) ที่มาสัมผัสธรรมชาติและวัฒนธรรมดั้งเดิม ปี 2540 เป็นต้นมา: การเปิดสนามบินแม่ฮ่องสอนและถนนสายแม่มาลัย-ปาย (เส้นทาง 1095) ที่มีโค้ง 1,864 โค้ง ทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากขึ้น ปายโด่งดังจากธรรมชาติสวยงาม เช่น น้ำตกหมอแปง ทุ่งนาเขียวขจี และทะเลหมอกบนดอยสูง ปายในปัจจุบัน เป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับทั้งนักท่องเที่ยวที่ชอบความสงบและนักแสวงหาการผจญภัย มีกิจกรรมเช่น ปั่นจักรยาน ชมน้ำตก และล่องแก่ง มีวัฒนธรรมผสมผสานระหว่างไทใหญ่และฮิปปี้ จากชาวต่างชาติที่มาตั้งรกราก สร้างบรรยากาศ Bohemian ในย่านวอล์กกิ้งสตรีท ได้รับการขนานนามว่า "สวิตเซอร์แลนด์แห่งไทย" จากภูมิประเทศแบบภูเขาและอากาศเย็นตลอดปี
ความท้าทาย การเติบโตของการท่องเที่ยวทำให้ปายต้องเผชิญกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมท้องถิ่น แต่ยังคงพยายามรักษาความสมดุลระหว่างการพัฒนาและเอกลักษณ์ดั้งเดิม ปายจึงไม่เพียงเป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่ยังเป็นสถานที่ที่บอกเล่าเรื่องราวของประวัติศาสตร์และความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในแม่ฮ่องสอนได้อย่างสมบูรณ์แบบ ปายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้แม่ฮ่องสอนอย่างมาก การท่องเที่ยวที่นี่เน้นธรรมชาติและวัฒนธรรม ทำให้ยังคงเป็นจุดหมายยอดนิยมของทั้งชาวไทยและต่างชาติ นักท่องเที่ยวชาวไทย: ~60–70% นักท่องเที่ยวต่างชาติ: ~30–40% (ชาวอิสราเอล ยุโรป, อเมริกัน, เอเชีย เช่น จีน, เกาหลี, และญี่ปุ่น)ตั้งแต่ปี 2567 (ค.ศ. 2024) แนวโน้มนักท่องเที่ยวที่ปายลดลง จากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ที่ส่งผลให้จำนวนผู้มาเยือนไม่ฟื้นตัวเท่าก่อนยุคโควิด หรือมีบางช่วงที่นักท่องเที่ยวลดลงอย่างชัดเจน โดยสามารถสรุปสาเหตุหลักได้ดังนี้: ปัญหาด้านเศรษฐกิจ (ทั้งในและนอกประเทศ) 2. การแข่งขันจากจุดท่องเที่ยวอื่น เทรนด์เที่ยว " unseen " หรือจุดหมายใหม่ เช่น แม่สะเรียง, ขุนยวม, เมืองแปง ในแม่ฮ่องสอนเอง หรือจังหวัดใกล้เคียงอย่าง น่าน, ตาก ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่อยากได้ประสบการณ์ใหม่3. ปัญหาภายในตัวเมืองปาย ปายไม่เหมือนเดิม → นักท่องเที่ยวที่เคยชอบบรรยากาศธรรมชาติและความสงบเริ่มรู้สึกว่าปาย commercialization เกินไป (มีร้านค้าแน่น, การจราจรติดขัด, ราคาสินค้าแพงขึ้น) ปัญหาสิ่งแวดล้อม → เช่น ขยะเพิ่มขึ้น, บางแหล่งน้ำเริ่มเสื่อมโทรม ทำให้ภาพลักษณ์ของปายเสียไป ที่พักและกิจกรรมเดิมๆ ซ้ำๆ → นักท่องเที่ยวที่มาแล้วอาจไม่รู้สึกเหมือนครั้งแรก 5. ผลกระทบจากโซเชียลมีเดีย เทรนด์เปลี่ยนเร็ว → จุดท่องเที่ยว viral ใหม่ๆ ในไทย (เช่น ดอยลังกา, อุทยานแห่งชาติผ้าห่มปก) ดึงความสนใจจากปาย รีวิวเชิงลบเพิ่มขึ้น → บางคนโพสต์ว่าปายแออัดหรือแพงเกินไป ส่งผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว แนวโน้มในอนาคต ปายอาจยังคงเป็นจุดหมายหลักของแม่ฮ่องสอน แต่ต้อง ปรับตัว เช่น สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวใหม่ๆ (เช่น กิจกรรมเชิงวัฒนธรรม, เน้น Eco-Tourism) จัดการปัญหาจราจรและสิ่งแวดล้อม เน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ แทนปริมาณ หากปายสามารถรักษาความสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวและธรรมชาติได้ ก็อาจดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาได้อีกครั้ง
สะพานประวัติศาสตร์ ท่าปาย ตั้งอยู่ในอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญที่มีความสำคัญทั้งทางประวัติศาสตร์และเป็นจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ประวัติสะพานท่าปาย ปี 2482 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ.2484 ญี่ปุ่นประกาศสงครามโลกกับฝ่ายพันธมิตร และได้เคลื่อนกำลังพลเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย เพื่อลำเลียงเสบียงอาหารและยุทธโธปกรณ์ต่างๆ โดยผ่านจังหวัดแม่ฮ่องสอนเพื่อเข้าโจมตีประเทศพม่า (เมืองขึ้นของอังกฤษขณะนั้น) แต่ด้วยการเดินทัพที่ยากลำบากบนเส้นทางที่เป็นหุบเหว และมีลำน้ำปายขวางกั้น กองทหารญี่ปุ่นเกณฑ์ชาวไทยจากหมู่บ้านต่างๆให้ขุดถางเส้นทางจากเชียงใหม่มายังแม่ฮ่องสอน โดยจ่ายเป็นค่าจ้างแรงงานต่อคนวันละ 50 สตางค์ – 1.50 บาทในขณะนั้น ในขณะเดียวกันชาวบ้านอีกฝั่งจากแม่ฮ่องสอน ก็ถูกเกณฑ์ว่าจ้างให้ขุดถางเส้นทางมุ่งหน้าไปยังจังหวัดเชียงใหม่ โดยทั้ง 2 เส้นทางได้มาบรรจบกันที่ที่แม่น้ำบริเวณท่าปาย อำเภอปาย แล้วจึงร่วมแรงกันใช้ช้างลากไม้ใหญ่หน้า 30 นิ้วออกจากป่า ตั้งเป็นเสา สร้างขึ้นเป็นสะพานบรรจบทั้ง 2 ฝั่งเข้าด้วยกันเหนือแม่น้ำปาย กลายเป็นเส้นทางและสะพานแห่งประวัติศาสตร์สงคราม หลังสงครามสิ้นสุด ทหารญี่ปุ่นถอยทัพกลับได้เผาทำลายสะพานไม่ท่าปลายทิ้งไปด้วย ชาวบ้านจึงสร้างสะพานขึ้นใหม่อีกครั้ง แต่ก็ถูกอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2516 และน้ำป่าพัดสะพานไม้ที่ชาวบ้านสร้างไว้หายไป จนกระทั่งอำเภอได้ขอสะพานเหล็ก”นวรัฐ “ซึ่งขณะนั้นไม่ได้ใช้ประโยชน์จากจังหวัดเชียงใหม่มาประกอบใช้ใหม่ ปี 2518 สะพานนวรัฐที่จังหวัดเชียงใหม่ถูกทยอยขนย้ายขึ้นมาประกอบใช้ใหม่ ที่อำเภอปาย หลังจากนั้น 1 ปี จึงประกอบแล้วเสร็จในปี 2519 เป็นสะพานประวัติศาสตร์ท่าปายในปัจจุบัน
ความสำคัญและการท่องเที่ยว สถานที่ทางประวัติศาสตร์: เป็นหลักฐานสำคัญของเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ในภาคเหนือ จุดถ่ายรูปยอดนิยม: ด้วยบรรยากาศธรรมชาติและโครงสร้างสะพานที่ดูคลาสสิก กิจกรรมท่องเที่ยว: นักท่องเที่ยวนิยมเดินข้ามสะพาน ชมวิวแม่น้ำปาย และสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น
ลักษณะของสะพาน เป็นสะพานเหล็กสีเขียวอมเทา ยาวประมาณ 100 เมตร โครงสร้างเป็นสะพานแขวน (Suspension Bridge) เดิมใช้สำหรับรถไฟ แต่ปัจจุบันใช้สำหรับรถยนต์และคนเดินเท้า บริเวณสะพานมีทิวทัศน์สวยงามของแม่น้ำปายและภูเขาล้อมรอบ
สะพานซูตองเป้ ซูตองเป้แปลว่าอธิฐานสำเร็จ เป็นสะพานไม้ไผ่สีธรรมชาติที่ทอดยาวผ่านทุ่งนาและลำห้วยในอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ประเทศไทย เป็นหนึ่งในจุดท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของปาย ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยความสวยงามแบบชนบทและบรรยากาศอันเงียบสงบ ลักษณะของสะพานซูตองเป้ สร้างจากไม้ไผ่ต่อกันเป็นระยะทางกว่า 800 เมตร ทอดผ่านทุ่งนาและพื้นที่ชุ่มน้ำ ทำให้เหมาะสำหรับการถ่ายรูปและเดินชมธรรมชาติ มีจุดพักระหว่างทางให้นั่งเล่นและชมวิว การเดินทาง สะพานซูตองเป้ตั้งอยู่ที่ บ้านท่าปาย ตำบลแม่ฮี้ อำเภอปาย ห่างจากตัวเมืองปายประมาณ 10 กิโลเมตร สามารถเดินทางโดยรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์เช่า
สะพานซูตองเป้ ไม่ได้มีประวัติการสร้างที่ชัดเจนมากนัก แต่จากการสัมภาษณ์ชาวบ้านและข้อมูลท้องถิ่น สะพานนี้เริ่มสร้างขึ้น ประมาณปี พ.ศ. 2549–2550 โดยชาวบ้านในชุมชนบ้านท่าปายและบ้านแม่ฮี้ ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มและช่วยกันสร้างสะพานไม้ไผ่เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางระหว่างหมู่บ้าน
ความสำคัญในปัจจุบัน สะพานซูตองเป้ไม่ได้เป็นเพียงทางสัญจร แต่ยังกลายเป็น แลนด์มาร์กท่องเที่ยว ที่สำคัญของปาย ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนผ่านการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน
วัดที่อยู่ปลายสุดของสะพานซูตองเป้ ซึ่งประดิษฐานหลวงพ่อซูตองเป้
วัดน้ำฮู (Wat Nam Hu) ตั้งอยู่ที่ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นวัดเก่าแก่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และพุทธศาสนาในท้องถิ่น โดยเฉพาะ พระพุทธรูปสิงห์สาม (หลวงพ่ออุ่นเมือง) ที่ชาวบ้านนับถือมาก ประวัติวัดน้ำฮู อายุเก่าแก่กว่า 500 ปี สันนิษฐานว่าสร้างโดยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ชื่อ "น้ำฮู" มาจากคำว่า "ฮู" ในภาษาเหนือ แปลว่า "หัว" หรือ "โพรง" เนื่องจากภายในวัดมี น้ำไหลออกมาจากโพรงหิน (บางตำนานเล่าว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์) เกี่ยวข้องกับตำนาน พระสิงห์สาม (พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์) ที่ถูกค้นพบในถ้ำบริเวณนี้ มีการสรงน้ำพระในช่วงสงกรานต์ น้ำศักดิ์สิทธิ์จากโพรงหิน มีน้ำไหลออกมาจากโพรงหินในวิหารตลอดปี ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์
วิหารวัดน้ำฮู สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2475 โดยครูบาศรีวิชัยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปอุ่นเมือง ซึ่งเป็บปูชนียวัตถุคู่เมืองปาย มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบล้านนา ต่อมาวิหารหลังนี้ได้ทรุดโทรมลงตามกาลเวลา ไม่สามารถใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปอุ่นเมืองได้ คณะพุทธบริษัท ได้ร่วมกันบูรณะวิหารหลังนี้ โดยให้คงลักษณะสถาปัตยกรรมตามแบบเดิมให้มากที่สุด เพื่อเป็นการอนุรักษ์โบราณสถาน เมื่อปี 2533-2534 และได้อัญเชิญพระพุทธรูปอุ่นเมืองเข้าประดิษฐานในวิหารดังเดิม
หลวงพ่ออุ่นเมือง (พระสิงห์สาม) โดยพระสิงห์หนึ่งประดิษฐานที่วัดพระพุทธสิหิงค์ วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ พระสิงห์สอง ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน พระสิงห์สามคือ พระพุทธรูปอุ่นเมือง พระพุทธรูปศิลปะล้านนาโบราณ ปางมารวิชัย สร้างจากโลหะสัมฤทธิ์ ขนาดหน้าตักกว้าง 80 ซม.สูง 111 ซม. ส่วนพระเศียรกลวง พระเกศาเป็นรูปก้นหอย ไม่ทราบว่าสร้างขึ้นในปีใด แต่มีความเชื่อว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นผู้สร้างเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้สมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา ซึ่งได้เสด็จไปเป็นตัวประกันที่พม่าและเสียชีวิตที่นั่น เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองปาย น้ำที่ซึมจากเศียรของพระพุทธรูปถือว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์
ปี 2515 มีพระธุดงค์ มาจำวัด พบพระโมลีเปิดได้และพบน้ำอยู่ด้านใน ต่อมาในปี 2516 รอ.ประเสริฐ เรียมศรี นายอำเภอปาย ได้อธิฐานเพื่อพิสูจน์เรื่องนี้ โดยนำน้ำจากโพรงพระเศียรออก เช็ดจนแห้ง ปิดพระโมลีด้วยเชือกปิดด้วยครั่ง ปิดประตูและหน้าต่างทุกบานเป็นเวลา 5 วันจากนั้นเปิดพิสูจน์ก็พบน้ำในโพรงพระเศียรจริงตรงตามคำเล่าลือของพระธุดงค์
ประวัติพระเจดีย์ พระเจดีย์นี้ไม่มีประวัติการสร้างที่ชัดเจนเชื่อกันว่าสร้างโดยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพื่อบรรจุอัฐิของสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา ซึ่งได้เสด็จไปเป็นตัวประกันที่พม่าแทนสมเด็จพระเรศวรมหาราชและต่อมาได้ถูกปลงพระชนม์ที่พม่านั้นเอง ภายหลังเจดีย์ยังบรรจุเส้นพระเกศาของพระพี่นางฯ ไว้ด้วย สมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาเป็นวีรสตรีไทยที่ประวัติศาสตร์ควรจารึกไว้ หากไม่มีพระองค์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชไม่มีโอกาสกลับมากู้เอกราข และอาจไม่ทรงทราบการเคลื่อนไหวของพม่าก่อนทุกครั้ง ชาวไทยควรระลึกถึงถึงวีรกรรมของพระองค์ และถวายสักการะดวงพระวิญญาณของพระองค์โดยทั่วกัน ต่อมาในปี 2475 พระครูบาศรีวิชัยได้มาบูรณะ
ศาลากลางน้ำวัดน้ำฮู ภายในประดิษฐาน พระบรมรูป ของสมเด็จพระเอกาทศรถ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา เป็นศาลาที่สร้างขึ้นเพื่อเชิดชูการเสียสละของพระพี่นางสุพรรณกัลยา ความสัมพันธ์ระหว่างพระนเรศวรกับล้านนาและเมืองปาย ความเห็นสนับสนุน ในช่วงรัชสมัยของ พระนเรศวรมหาราช (พ.ศ. 2133 - 2148) อาณาจักรอยุธยามีการขยายอำนาจขึ้นเหนือสู่ล้านนา และเมืองปายในขณะนั้นอยู่ภายใต้อิทธิพลของล้านนา พระนเรศวรทรงยกทัพขึ้นเหนือเพื่อปราบปรามเมืองที่แข็งข้อ และบางตำนานท้องถิ่นเชื่อว่าท่านอาจเคยเสด็จผ่านหรือพักทัพที่เมืองปาย ตำนานการสร้างพระพุทธรูปเพื่อความเป็นสิริมงคล ชาวบ้านเล่าว่า พระนเรศวรอาจทรงสร้างหรือบูรณะพระอุ่นเมือง เพื่อเป็นศิริมงคลแก่กองทัพและประชาชนในพื้นที่ การสร้างหรืออัญเชิญพระพุทธรูปในสถานที่สำคัญ เป็นธรรมเนียมของกษัตริย์เพื่อแสดงพระบรมเดชานุภาพและความเลื่อมใสในพุทธศาสนา อิทธิพลศิลปะอยุธยา-ล้านนา พระอุ่นเมืองมีลักษณะศิลปะผสมระหว่างล้านนาและอยุธยา บางคนจึงเชื่อว่าอาจสร้างขึ้นในยุคที่อยุธยามีอำนาจเหนือล้านนา หลักฐานที่สนับสนุน พระนเรศวรทรงเป็นกษัตริย์นักรบที่เดินทางไปหลายพื้นที่ และมีการสร้างพระพุทธรูปไว้ตามเส้นทางศึก มีความเชื่อคล้ายกันในหลายพื้นที่ เช่น พระพุทธชินราชฯ ที่เชื่อว่าพระนเรศวรทรงให้ความสำคัญ ข้อ โต้แย้ง: ไม่มีหลักฐานเอกสารโบราณ (เช่น พงศาวดาร, จารึก) ที่ระบุชัดเจนว่าพระนเรศวรทรงสร้างพระอุ่นเมือง ชื่อ "พระอุ่นเมือง" เป็นชื่อท้องถิ่นที่อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับพระนเรศวรโดยตรง
หมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาว หมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาวในอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของภาคเหนือ โดยเฉพาะวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวปกาเกอะญอ (กระเหรี่ยง) ที่สวมห่วงทองเหลืองรอบคอจนดูเหมือนคอยาว หมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาวส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอปายและอำเภอใกล้เคียง เช่น บ้านห้วยปูแกง (ใกล้ปาย) และบ้านแม่ละนา (อยู่ในอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน)
ท่าน้ำห้วยเดื่อที่จะลงเรือเพื่อไปยังหมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาว
ขึ้นฝั่งเพื่อไปยังหมู่บ้าน
ลักษณะเด่น: ผู้หญิงในชุมชนจะสวมห่วงทองเหลืองรอบคอตั้งแต่เด็ก ทำให้กระดูกไหปลาร้าทรุดลงและดูเหมือนคอยาว ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน การท่องเที่ยว ข้อควรรู้ ความอ่อนไหวทางวัฒนธรรม: บางชุมชนอาจรู้สึกไม่สบายใจกับการถูกถ่ายรูปหรือการเยี่ยมชมที่ขาดความเคารพ ควรสอบถามก่อนถ่ายภาพหรือให้ทิปเล็กน้อย
ของฝาก: ผ้าทอโบราณ เครื่องเงิน และงานหัตถกรรมอื่นๆ
โรงเรียน เด็กนักเรียนในหมู่บ้าน จะสังเกตเห็นว่า เยาวชนรุ่นหลังใส่ห่วงทองเหลืองน้อยลงอย่างมาก
วัดพระธาตุแม่เย็น ตั้งอยู่ที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของท้องถิ่นโดยเฉพาะ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นใน สมัยหริภุญชัย (ลำพูน) หรือยุคล้านนาโบราณ (ราวพุทธศตวรรษที่ 16–18) โดยได้รับอิทธิพลศิลปะมอญและพม่า พระธาตุแม่เย็น ซึ่งเป็นเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ที่ตั้ง: ตำบลแม่ฮี้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นเจดีย์ทรงมอญ-พม่า สีทองสวยงาม ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ บรรยากาศสงบร่มรื่น
สามารถเห็นพระพุทธโลกุตระมหามุนี พระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่สีขาวเห็นได้แต่ไกล เชื่อกันว่าหากได้มาสักการะพระธาตุแม่เย็น จะเสริมสิริมงคลและความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต ตั้งอยู่บนเนิน สามารถมองเห็นวิวทุ่งนาและภูเขาของอำเภอปาย บรรยากาศสงบ – เหมาะสำหรับการปฏิบัติธรรมและพักผ่อนจิตใจ งานประเพณี – มีการจัดงานนมัสการพระธาตุทุกปีในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน
รูปปั้นสิงห์คู่ บริเวณ ทางขึ้นที่จะนมัสการพระพุทธโลกุตระมหามุนี เป็นสิงห์แบบพม่า (ไทยใหญ่)
ศูนย์วัฒนธรรมจีนยูนนาน บ้านสันติชล หมู่บ้านสันติชลเป็นหมู่บ้านชาวจีนยูนนานที่อพยพย้ายถิ่นฐานมาจากประเทศจีน และด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว ของวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ วัฒนธรรมและประเพณีที่พวกเขารักษาไว้อย่างเหนียวแน่น ทำให้ที่นี่กลายเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่เมื่อมาเยือนเมืองปายแล้ว ทุกคนต้องแวะมาเยี่ยมชมอยู่เสมอ เมื่อมาถึงที่นี่ คุณจะได้สัมผัสกับการจำลองบรรยากาศของชุมชนจีนยูนนานในประเทศจีน ด้วยการประดับตกแต่งสถานที่โดยรอบ เป็นสไตล์จีนยูนนานทั้งหมด โดดเด่นด้วยมังกรสีสดพันอยู่รอบเสาซึ่งตั้งอยู่บนเนินหินสีเข้มและด้านหน้าเนินหินนั้น มีอักษรจีนเขียนไว้อีกด้วย ที่นี่เต็มไปด้วยกิจกรรมท่องเที่ยวมากมาย ลองแต่งกายเป็นชาวจีนและถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกตามจุดต่าง ๆ รับประทานอาหารจีนยูนนานภายในหมู่บ้าน เช่น ขาหมู หมั่นโถว ชมศูนย์วัฒนธรรมจีนยูนนานบ้านสันติชล ซึ่งไม่เพียงจัดแสดงความรู้เกี่ยวกับจีนยูนนานเท่านั้น หากยังมีสินค้าที่ระลึกจำหน่าย เช่น รองเท้า เสื้อผ้า ชา ผลไม้ดองและอบแห้ง สำหรับการเข้าชมศูนย์วัฒนธรรมจีนยูนนานบ้านสันติชล
อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง (Huai Nam Dang National Park) เป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติที่สวยงามและมีชื่อเสียงของประเทศไทย ตั้งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีพื้นที่ครอบคลุมอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
จุดเด่นและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ดอยกิ่วลม เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกที่สวยงามมาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว (พฤศจิกายน - กุมภาพันธ์) สามารถมองเห็นทิวเขาสลับซับซ้อน รวมถึงดอยหลวงเชียงดาวและดอยอินทนนท์ในวันที่อากาศแจ่มใส ห้วยน้ำดัง เป็นลำห้วยที่มีน้ำไหลตลอดปี และมีชื่อเสียงจากความสวยงามของธรรมชาติโดยรอบมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติและน้ำตกเล็กๆ น้ำตกแม่เย็น เป็นน้ำตกขนาดกลางที่สวยงาม อยู่ใกล้กับที่ทำการอุทยานฯ เหมาะสำหรับการพักผ่อนและเล่นน้ำ บ่อน้ำร้อนโป่งเดือด ตั้งอยู่ใกล้กับอุทยานฯ เป็นบ่อน้ำร้อนธรรมชาติที่เดือดตลอดเวลา มีบริการแช่น้ำร้อนและห้องอาบน้ำแร่อำเภอปายในจังหวัดแม่ฮ่องสอน